ผมศรัทธา
ในการมีชีวิต
คุณ วุฒิชัย ชีวะสุทโธผู้ขับเคลื่อนบริษัท Arai D Group ด้วยความสุข

หลายๆ คนมีความฝัน แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำฝันให้เป็นจริงได้ แต่สำหรับ ไมค์-วุฒิชัย ชีวะสุทโธ เขาทำตามสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝันได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาทำงานเป็นช่างภาพอิสระในสหรัฐอเมริกานานถึง 15 จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและขยับขึ้นมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับช่างภาพเบอร์ใหญ่ๆ ของวงการ นอกจากนี้เขายังอยู่เบื้องหลังการทำงานด้านโปรดักชันของแคมเปญโฆษณาแบรนด์ดัง เรื่อยไปจนถึงอุตสาหกรรมบันเทิงและภาพยนตร์

แม้ว่าหน้าที่การงานในช่วงปลายวัย 30 กำลังรุ่งโรจน์ แต่เขาตัดสินใจกลับมาลงหลักปักฐานในเมืองไทย เพราะอยากดูแลพ่อแม่ ขณะเดียวกันเขาได้เปิดบริษัทร่วมกับเพื่อนสนิทคนในนาม mad Arai-D ทำงานตั้งแต่ด้านวิชวลดีไซน์และโปรดักชันให้กับองค์กรธุรกิจและสื่อบันเทิง

ปัจจุบันบริษัทย่างเข้าสู่ปีที่ 9 ภายใต้ชื่อ Arai D Group ซึ่งปรับโมเดลธุรกิจให้เป็นกึ่ง Artist Management เพื่อสนับสนุนนักเขียน นักออกแบบ และคนทำงานในบริษัทไปในตัว แน่นอนว่าภาระหน้าที่และความท้าทายของผู้บริหารที่ต้องดูแลภาพรวมและพนักงานไปพร้อมกัน จึงเพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ

แต่ไมค์เชื่อมั่นว่า ‘คนเรามีความสุขได้’ ถ้ารู้จักใช้ชีวิตและเข้าใจมันจริงๆ และความสุขนั้นไม่จำเป็นต้องวัดกันด้วยบรรทัดฐานที่เรียกว่า ‘ความสำเร็จ’

ปรับโฟกัสจากความสำเร็จส่วนบุคคล สู่ความสุขของคนในบริษัท ที่ผ่านมาวุฒิชัย ชีวะสุทโธ ก่อร่างสร้างความฝันด้วยตัวเขาเอง แต่เมื่อต้องสวมหมวกในฐานะผู้บริหาร เขาก็ทำงานได้ดีไม่แพ้กัน โดยอาศัยความรู้จากการเรียนด้านมาร์เก็ตติง จับมาผสมกับประสบการณ์และทัศนคติการมองโลกให้ไกลในแบบเขา แทนที่จะมองเป็นเรื่องยาก ไมค์มองว่าเป็นความท้าทายมากกว่าที่จะต้องทำงานที่มีคุณภาพ ควบคู่กันไปกับการดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยเฉพาะท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก เขาพยายามถ่ายทอดวิชาความรู้และประสบการณ์ ก่อนจะขยับขึ้นมาดูแลบริหารภาพรวม ตลอดจนด้านการเงินของบริษัท mad Arai-D ตั้งต้นจากธุรกิจแบบ one-stop-shop ที่สร้างสรรค์ visual branding ให้กับองค์กรธุรกิจ (Corporate Branding) และสื่อบันเทิง (Entertainment Branding) พอบริษัทขยายใหญ่ขึ้นตามปริมาณงานและคนในสังกัด จึงปรับโมเดลธุรกิจเป็น Artist Management เปิดโอกาสให้นักเขียน ช่างภาพ กราฟิกดีไซเนอร์ และผู้กำกับในบริษัทมีโอกาสเติบโตด้วยตัวเอง

“เมื่อก่อนลักษณะของธุรกิจเราคือ ต้องผ่านทาง mad เข้ามาก่อน แล้วค่อยกลายเป็นงานถ่ายภาพ งานครีเอทีฟ ทำรีทัช แต่ทำไปสักพักเรารู้สึกว่ามันเป็นคอขวด พอเราโตมากขึ้นแล้ว และทุกคนก็เก่งกันมากขึ้น เราไม่อยากให้เขามานั่งรอ ก็เลยเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ทุกทีมมีอิสระในการทำงาน”

“ผมอยากเห็นคนในบริษัทนี้มีชีวิตที่มั่นคง เขาอยากทำอะไรก็ได้ทำ ถ้าคนเรามีมุมมองที่ดี มีความสุข มีโอกาสได้เที่ยว เวลาป่วยก็มีที่รักษาพยาบาล แล้วมีเงินเก็บไว้จนแก่เฒ่า ผมว่าชีวิตคนเรามันก็มีแค่นี้เอง”
‘ตัด’ กับ ‘เติม’ เพิ่มความสุขให้กับชีวิต
เขาเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานทั้งในไทยและต่างประเทศว่า แต่ละประเทศมีวัฒนธรรมการทำงานที่ต่างกัน และไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เหมือนกันด้วยซ้ำ ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น เขายิ่งค้นพบว่าการเติบโตไม่ใช่เรื่อง ‘การเติม’ อีกต่อไป แต่เป็นเรื่อง ‘การตัด’ เช่น การตัดความเชื่อหรือทิฐิบางอย่างไป เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคู่แข่งให้เหนื่อยเปล่า ที่สำคัญการยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็นจะทำให้เรามีความสุขในชีวิตมากขึ้น

“พอเรามีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น เดินทางเยอะ เราเห็นอะไรเยอะมาก ผมเลยรู้สึกว่าคนเราจะมีความสุขหรือความทุกข์ คนที่ลิขิตมันได้ก็คือเรา ถ้าผมตั้งใจจะเขียนชีวิตของตัวเองในแบบที่อยากจะเขียน ผมอยากให้มีคำว่า ‘ความสุข’ ในหนังสือเล่มนั้นเยอะๆ”

“เพราะความสุขของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจเป็นเรื่องเงินทอง ชื่อเสียง ความมั่นคง บางคนโชคดีที่ได้เลือกเส้นทางในชีวิตของตัวเอง บางคนแค่เลี้ยงพ่อแม่ได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว สำหรับผม ผมเข้าใจว่าทั้งหมดสร้างความสุขได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความสัมพันธ์ในชีวิตเราเป็นอย่างไร เพราะผมเชื่อว่านั่นคือที่มาของความสุขโดยแท้ในระยะยาว”
บริหารฐานที่มั่น และองค์ประกอบของความสุข คงไม่มีใครปฏิเสธว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญในชีวิตของคนเราก็คือ  ‘เงิน’

ไมค์มองว่าในยุคนี้คนเราทำงานโดยเอาความสามารถความเชี่ยวชาญของตนเองไปแลกเป็น ‘ค่าตอบแทน’ แต่คำถามคือ เราจะรักษา ‘ค่าตอบแทน’ เหล่านั้นได้อย่างไรในเมื่อมูลค่าของมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไมค์ยกตัวอย่างว่าเงิน 1 ล้านบาทสำหรับ 30-40 ปีก่อน ถือว่ามากพอที่จะทำให้คนๆ หนึ่งอยู่ได้ไปทั้งชีวิต แต่ปัจจุบันยังนำไปซื้อรถยนต์บางรุ่นไม่ได้เลย ดังนั้นการจัดสรรจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวัยแอคทีฟได้ผ่านพ้นไป เขายกหน้าที่ของการลงทุนระยะยาวให้ JITTA Wealth ช่วยดูแล

“ผมยังเชื่อเรื่องของการใช้ชีวิตให้มีความสุข เราเกิดมาก็เพื่อทำงาน หรือทำอะไรสักอย่างที่มีคุณค่าให้กับโลกใบนี้ หลังจากนั้นคุณได้เงินส่วนหนึ่งตอบแทนกลับมาแล้ว คุณจะจัดสรรตรงนั้นอย่างไร วิธีง่ายๆ ของผมคือ ใช้เท่าที่มี และแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง สมมติว่าคุณตกงาน 1 ปี คุณอยู่ได้ไหมด้วยเงินส่วนนั้น หลังจากนั้นผมค่อยจัดการเรื่องหนี้ของตัวเอง เรื่องประกันสุขภาพ เพราะทุกอย่างมันเอาสุขภาพเราไปหมดเลยนะ แล้วพอถึงจุดๆ หนึ่งเราอยู่ได้โดยไม่มีหนี้แล้ว และลงทุนทำธุรกิจได้จนธุรกิจเติบโตมากขึ้น มีประกันสำหรับครอบครัวแล้ว เงินที่เหลือคุณจะเก็บเอาไว้ทำไม ผมก็ต้องไปหาวิธีลงทุน แต่ผมทำในสิ่งที่รักอยู่ ผมก็ให้คนที่มีความรู้ลงทุนสิ”

“การลงทุนก็มีเรื่องความเสี่ยงเข้ามาด้วย คนมักจะคิดว่าเก็บเงินสดดีกว่า ‘ซื้อแล้วจะได้เหรอ’ ‘จะดีเหรอ’ พวกนี้คือคำถาม แต่ผมหาวิธีกระจายความเสี่ยงให้มีรีเทิร์นกลับมา ซึ่งจากที่ศึกษามา JITTA ไม่ได้ยากอะไร และเขาใส่ใจกับเรื่องการลงทุนระยะยาวจริงๆ ก่อนหน้านี้ผมจะลงทุนตลาดหุ้น วุ่นวายมาก งงมาก”

“สรุปแล้วการลงทุนมันไม่ได้น่ากลัวหรอกครับ แต่มันงงมากกว่า เดี๋ยวต้องไปเปิดแบงค์ เสร็จแล้วต้องหาข้อมูล ฟังคนนั้นคนนี้ ทำไมถึงซื้อๆ ไปเลยไปได้เหรอ หรือถ้าซื้อคอนโด เราต้องมานั่งดูว่าตอนนี้เรทการเช่าเป็นอย่างไร การลงทุนครั้งนี้เรทผลตอบแทนจะต้องกลับมาเท่าไร ณ ตลาดตอนนั้น ถ้าบวกลบคูณหารแล้วไม่คุ้ม ก็จบ มันไม่ใช่เรื่องกลัว มันเป็นเรื่องความวุ่นวายในการคิดมากกว่า ซึ่งมันเสียเวลานะ เราไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองชอบดีกว่า”

“ผมเชื่อในปรัชญาของเขานะ เขามีหน้าที่ดูแลให้เงินของลูกค้าเติบโต ธุรกิจเขาถึงจะไปได้ ถ้าเขาโฟกัสเรื่องเดียว เขาก็จะทำได้ดี ส่วนผมก็เอาเวลาไปทำสิ่งที่อยากทำ ฟังแล้วมันดูง่ายเนอะ แต่ชีวิตมันก็ง่ายแบบนั้นแหละ ถ้าใช้เป็น และเข้าใจนะ ตอนนี้ผมมีความสุข เดี๋ยวมันก็มีอะไรที่มันยากๆ โยนเข้ามา เป็นเรื่องปกติ ผมเป็นคนที่เทิดทูนศรัทธาในการที่ใครสักคนมีชีวิต แล้วเราใช้ชีวิตนั้นให้คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้มา”

เงินเติบโตด้วยกองทุนส่วนบุคคล
Jitta Wealth
ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน
เรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ