จากคนที่บริหารพอร์ตเองทุกวัน สู่ชีวิตเกษียณที่เป็นอิสระ
คุณจักรกฤษณ์ ฤทธิเดช
อดีตผู้บริหารสายการผลิตวัย 58 ปี

“อ่านหนังสือมาเป็นร้อยเล่ม ลงทุนเอง ให้เก่งให้ตาย ก็ไม่ทันระบบ”
Jitta Ranking Alpha +65.13% (30 มกราคม 2568 – 15 กันยายน 2569)
จากคนที่บริหารพอร์ตเองทุกวัน รีวิว Jitta Wealth สู่ชีวิตเกษียณที่เป็นอิสระ
“ถ้ารอให้พร้อม… คุณจะไม่มีวันได้ลงทุน จงเริ่มตั้งแต่วันนี้แล้วให้ระบบทำงานแทน เพราะถ้ามนุษย์ทำเอง เก่งให้ตาย ก็ไม่ทันระบบ “
นี่คือคำกล่าวที่ตกผลึกจากประสบการณ์จริงกว่า 20 ปีของ “คุณจักรกฤษณ์ ฤทธิเดช” อดีตผู้บริหารสายการผลิตวัย 58 ปี ผู้ผ่านโลกการลงทุนมาเกือบ 30 ปี แต่วันนี้เลือกปล่อยมือจากความผันผวนของตลาดทุน มอบความไว้วางใจให้เทคโนโลยีดูแล เพื่อแลกกับ “เวลาชีวิต” ในวัยเกษียณที่ประเมินค่าไม่ได้ ด้วยพอร์ตลูกรักอย่าง Jitta Ranking Alpha +65.13% (30 มกราคม 2568 – 15 กันยายน 2569)
จุดเริ่มต้นจากการ “เสียดายภาษี”
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่หลายคนประสบปัญหาการเงิน แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนของคุณจักรกฤษณ์ ตอนนั้นเขาไม่ได้หวังร่ำรวย แต่เริ่มจาก “ความเสียดาย” ในฐานะมนุษย์เงินเดือนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนฐานภาษีขยับจากหลักหมื่นขึ้นมาถึงหลักแสนต่อปี
“ตอนจ่ายภาษีหลักหมื่นเรายังไม่รู้สึกอะไร ก็จ่าย ๆ ไป แต่พอเหยียบหลักแสน เริ่มคิดแล้วว่าต้องทำยังไงดี”
และเมื่อประเทศไทยเริ่มมีกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อนๆ ก็แนะนำว่าเขาควรลงทุน คุณจักรกฤษณ์จึงไม่รอช้า เขาซื้อกองทุน RMF และตามมาด้วย LTF จนเต็มสิทธิ์ทุกปี
และนั่นเองที่ล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักลงทุนตัวยง เพราะเขาเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง อ่านหนังสือและทดลองลงทุน จากกองทุนประหยัดภาษีขยับมากองทุนเปิดทั่วไป กระจายความเสี่ยงไปหลากหลาย บลจ. จนมีกองทุนในมือถึง 12 กอง
18 ปีแห่งความเหนื่อยล้า กับการบริหาร 12 กองทุนด้วยตัวเอง
เขาพบว่าสิ่งที่ตามมาคือ “ภาระหน้าที่” อันแสนสาหัส
ด้วยภาระงานที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ขับรถไป-กลับ ปทุมธานี-ปราจีนบุรี วันละ 300 กิโลเมตร ร่วม 4 ชั่วโมง กลับถึงบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่หน้าที่นักลงทุนยังไม่จบ เมื่อถึงบ้านเขาต้องใช้เวลาเปิดคอมพิวเตอร์ติดตามกองทุนอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ทั้งอ่านข้อมูล ดูผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบ และทดลองปรับพอร์ตด้วยตัวเอง
เมื่อรวมกองทุนในมือ 12 กองกับกองทุนที่เฝ้าสังเกตการณ์เพื่อรอสับเปลี่ยน บางครั้งตัวเลขอาจสูงถึง 20 กอง ชีวิตช่วงนั้นจึงเหมือนมี “งานประจำอีกงาน” เพิ่มขึ้นมา
“สภาพผมจะแย่ขนาดไหน แต่กลับมาถึงบ้านผมต้องเปิดคอมพิวเตอร์ เพื่ออัปเดตกองทุนวันละเป็นชั่วโมง ดูว่ากองไหนร่วง กองไหนรุ่ง ต้องสวิตช์ไปกลุ่มไหนดี ทำแบบนั้นมาเกือบ 20 ปี”
ในช่วงแรกคุณจักรกฤษณ์ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องยากลำบากอะไร เพราะเขาสนใจเรื่องการลงทุน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มเห็น “ต้นทุนของการเลือกลงทุนเอง” ไม่ใช่แค่ค่าธรรมเนียมหรือผลตอบแทน แต่คือ เวลาที่หายไป โดยเฉพาะในวันที่เขากำลังจะเกษียณ
เมื่ออายุเข้าสู่วัย 56 ปี คุณจักรกฤษณ์ตัดสินใจเกษียณอายุ แม้จะมีเวลาว่างมากขึ้น แต่เขารู้ดีว่าหากยังต้องเฝ้าจอติดตาม 12 กองทุนเหมือนเดิม ชีวิตหลังเกษียณที่วาดฝันไว้ ทั้งการทำสวน เที่ยวพักผ่อน ใช้เวลากับครอบครัว และมีอิสระในการใช้ชีวิต คงไม่อาจเกิดขึ้นจริง
เขาเกิดคำถามขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าเราไม่ต้องเลือกกองทุนเองทุกกอง แล้วให้ระบบช่วยจัดการ จะเป็นอย่างไร?”
ความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือ “Jitta Way” หนึ่งในร้อยหนังสือการลงทุนที่เขาเคยอ่านก็ผุดขึ้นมาในหัว เขาเริ่มค้นหาข้อมูลของ Jitta Wealth อีกครั้ง และก็ได้พบ “จิ๊กซอว์” ที่ตามหา
เขาค้นหาข้อมูลบริษัท ทั้งสถานที่ตั้งมีตัวตนจริงหรือไม่ ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจเพราะหลังจากอยู่ในตลาดมานาน เขารู้ดีว่าเงินที่หามาทั้งชีวิต ไม่ควรตัดสินใจด้วยความเชื่อเพียงอย่างเดียว
Jitta Ranking Alpha: พอร์ตลูกรักที่ทำหน้าที่แบบเบ็ดเสร็จ
ช่วงแรก คุณจักรกฤษณ์เริ่มต้นลงทุนกับ Jitta Wealth ด้วยเงินจำนวนไม่มากในพอร์ต Thematic Optimize และ Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน แต่เมื่อ Jitta Ranking Alpha เปิดตัว เขารู้สึกสนใจทันทีเมื่อเห็นผลตอบแทนย้อนหลังและระบบการจัดการที่ครอบคลุม ทั้งการคัดเลือกและปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ตามสภาวะตลาดโดยอัตโนมัติ เขาจึงตัดสินใจรวมพอร์ตทั้งหมดมาไว้ที่ Jitta Ranking Alpha เป็นพอร์ตหลักเพียงพอร์ตเดียว แล้วทยอยเติมเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง
“สำหรับคนที่เคยติดตามกองทุนเองเกือบ 20 กอง Jitta Ranking Alpha ตอบโจทย์มาก ช่วยกระจายความเสี่ยงหลากหลายอุตสาหกรรม และมีระบบคอยรีวิว สลับประเทศตามสภาวะตลาดโลก เมื่อเทรนด์เปลี่ยน ผมไม่ต้องหาข้อมูลเองแล้ว ได้เวลาชีวิตกลับคืนมาเยอะมาก ไม่ต้องเหนื่อยปรับพอร์ตเองอีกต่อไป”
จากการศึกษาเรื่องการลงทุนและอ่านหนังสือมาเป็นร้อยเล่มตลอดหลายสิบปี วันนี้เขายอมรับความจริงว่า การรวบรวมข้อมูลจำนวนมากเพื่อนำมาสรุปและตัดสินใจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการทำด้วยตัวเองแบบ Manual ที่ต้องใช้เวลามาก และปัญหาสำคัญคือ ตลาดเคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิดของเราเสมอ
“บางเหตุการณ์เกิดตอนกลางวัน เห็นข่าวแล้วแต่ติดประชุม กว่าจะได้วิเคราะห์ก็ 3 ทุ่ม พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็สับเปลี่ยนกองทุนไม่ทัน กว่าจะคิดและทำรายการสำเร็จ เกิน 50% คือเราเข้าผิดจังหวะและช้ากว่าตลาดไปหนึ่งก้าวเสมอ”
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า “ทำเองให้ตายให้เก่งให้ตาย ก็ไม่ทันระบบ” เขายอมรับว่า การใช้เครื่องมือช่วยจัดการ ย่อมมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
ตลาดขึ้นลงไม่น่ากลัว: ความผันผวนคือวัฏจักร ไม่ใช่ความเสี่ยง
ประสบการณ์ลงทุนที่ผ่านมา เขาเคยเจอช่วงกองทุนเทคโนโลยีแกว่งตัวขึ้นลง 30–40% แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหวาดกลัวกับความผันผวน แต่มองว่า มันคือธรรมชาติของวัฏจักรการลงทุน
สำหรับคุณจักรกฤษณ์ สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่การทายให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการ อดทนและอยู่กับแผนให้ได้
“บางปีจีนดี บางปีอเมริกาดี บางปีกลุ่มเทคโนโลยีเด่น บางปีสินทรัพย์อื่นขึ้นมาแทน ถ้ามองแค่ปีเดียวอาจรู้สึกว่าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ถ้ามองระยะยาว ภาพจะต่างออกไป มันคือวัฏจักร ไม่ใช่ว่าย้อนหลัง 10 ปีจะแย่ตลอด ต่อให้แย่ 2-3 ปี แต่ถ้าบวก 7 ปี ภาพรวมก็ยังคงได้กำไรอยู่ดี”
เงินก้อนสำหรับ “ชีวิตหลังเกษียณ” ที่ปล่อยให้พลังทบต้นทำงาน
เป้าหมายการลงทุนของคุณจักรกฤษณ์ไม่ใช่ตัวเลขผลตอบแทนระยะสั้น แต่เป็นการสร้างเงินก้อนนี้ให้เติบโตเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ เขาตั้งใจลงทุนระยะยาวอย่างน้อยจนถึงอายุ 65–70 ปี และหากยังมีเงินส่วนอื่นสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน ก็พร้อมปล่อยให้เงินลงทุนเติบโตต่อไป เพราะรู้ดีว่ายิ่งปล่อยให้เงินทำงานนานเท่าไร ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้พลังการทบต้นทำงานมากขึ้น
บทเรียนถึงคนรุ่นใหม่: กฎ 30% และการลงมือทันที
จากประสบการณ์เกือบ 30 ปี สิ่งที่คุณจักรกฤษณ์มักเน้นย้ำกับคนรุ่นใหม่ทั้งอดีตลูกน้อง รวมถึงลูกสาวทั้งสองคนอยู่เสมอ คือ “อย่ารอให้พร้อม”
เหมือนช่วงที่เขาเริ่มลงทุนในวัยประมาณ 40 ปี เวลานั้นเขาก็ไม่ได้มีเงินเก็บมากมาย และยังมีลูกเล็กอีก 2 คน แต่ก็จัดสรรเงินจากรายได้ประจำออกมาลงทุน ปีแรกๆ อาจจะยาก แต่เมื่อทำต่อเนื่อง การลงทุนจะกลายเป็นวินัย เงินลงทุนก้อนเล็กๆ ก็สามารถเติบโตขึ้นได้
“การลงทุนไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเงินจำนวนมาก มีเท่าไหร่ก็เริ่มเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญกว่าจำนวนเงิน คือ การเริ่มต้นสม่ำเสมอและทำอย่างมีวินัย ถ้ารอให้พร้อม จะไม่มีวันได้ลงทุน แต่พอเริ่มปุ๊บ มันจะมีพลังพิเศษบีบบังคับให้เราหาเงินมาลงทุนให้ได้”
อีกหนึ่งกฎเหล็กที่คุณจักรกฤษณ์สอนลูกๆ ที่เพิ่งจบใหม่คือ “หัก 30% ของรายได้มาลงทุนทันที” ไม่ว่าเงินเดือนเริ่มต้นเท่าใด การสร้างวินัยตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน จะช่วยเพิ่มทางเลือกในชีวิต และอาจบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 40 กว่าๆ โดยไม่ต้องรอจนถึงวัยเกษียณ
สิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่พอร์ตลงทุน แต่คือ “เวลา”
เรื่องราวของคุณจักรกฤษณ์เป็นหนึ่งตัวอย่างของ “พัฒนาการทางความคิดของนักลงทุน” ท่านหนึ่ง จากวันแรกที่ลงทุนเพื่อประหยัดภาษี สู่การศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง เฝ้าตลาดทุกวัน จนพบว่า ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการลงทุนอาจไม่ใช่แค่การทำให้เงินเติบโตแต่อาจเป็นการทำให้ “ชีวิตของเราเติบโตไปพร้อมกับเงิน”
ทุกวันนี้เขายังคงอ่านหนังสือและติดตามการลงทุน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ไม่ต้องใช้เวลามานั่งขบคิดว่า “วันนี้จะขายหรือย้ายไปกองไหน” หรือ “ตลาดประเทศไหนกำลังจะขึ้น” อีกต่อไป เขามีเวลาเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ทำกิจกรรมที่ชอบ และดื่มด่ำกับชีวิตหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง
การลงทุนที่ดีในวันนี้จึงไม่ใช่การลงทุนที่ทำให้เขาต้องเหนื่อยหรือทำงานหนัก เพื่อเอาชนะตลาด แต่คือการเลือกระบบที่ช่วยให้ “เงินทำงาน ในขณะที่เราได้ใช้ชีวิต”


ดูรายละเอียดแผนการลงทุน








