Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา

คุณกิตติ ทวีปัญญายศ

โปรแกรมเมอร์ 

การลงทุนไม่จำเป็นต้องชนะคู่แข่งเหมือนตีเทนนิส แค่ตีให้เสมอตลาดก็พอ อาจจะแพ้บ้างบางสมรภูมิ… แต่ระยะยาว เราต้องชนะสงคราม
Thematic Optimize +65.53%
(16 ธันวาคม 2564 -16 มิถุนายน 2569
)

 

จากสายซิ่งสู่ Passive Investor รีวิว Jitta Wealth กับบทเรียนการ cut loss เพื่อกลับมายิ่งใหญ่

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยกระโดดเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยความฝันว่า “อยากรวยเร็ว” แต่สุดท้ายกลับต้องเจ็บตัวเพราะซื้อตามคำบอกเล่าของคนอื่น เรื่องราวของ คุณกิตติ ทวีปัญญายศ โปรแกรมเมอร์หนุ่มจากบริษัทประกันภัยท่านนี้ น่าจะเป็นบทเรียนชั้นดีที่อาจจะช่วยพลิกชีวิตการลงทุนของคุณได้ เพราะเขาคือผู้ที่เปลี่ยนตัวเองจากนักลงทุนสาย Aggressive คอยไล่ตามผลตอบแทนระยะสั้น สู่นักลงทุนสาย Passive ผู้มีแผนเกษียณลากยาวไปจนถึงอายุ 80 ปี และกล้าที่จะ “ยอมเฉือนเนื้อ” ขาดทุนหลักหมื่น เพื่อแลกกับกำไรที่เติบโตแบบก้าวกระโดดไปกับ Thematic Optimize +61.49% (16 ธันวาคม 2564  -17 มิถุนายน 2569)

“ค่าธรรมเนียม” ฆาตกรเงียบที่ทำลายผลตอบแทน

ย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 ปีก่อน ในฐานะมนุษย์เงินเดือน คุณกิตติเริ่มต้นการลงทุน เช่นเดียวกับนักลงทุนส่วนใหญ่ นั่นคือการซื้อ LTF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี ด้วยความที่เงินเดือนยังไม่สูงมาก เขาจึงทุ่มเทเก็บออมเงินอย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าชีวิตการทำงานต้องมีวันสิ้นสุดลง และจะรอให้ถึงวันนั้นค่อยคิดเรื่องเงินเกษียณคงไม่ทัน

เป้าหมายเดียวของเขาคือ “ต้องมีเงินใช้ยามเกษียณ” และยิ่งรายได้เพิ่มขึ้น ความคาดหวังต่อการลงทุนก็เพิ่มขึ้นตาม เขาเริ่มมองหากองทุนที่สร้างผลตอบแทนสูง

“ตอนนั้นเป็นพวกสไตล์ Aggressive อยากรวยเร็ว เลยไปลงกองทุน Active ซื้อตามที่เขาบอกกัน หวังว่าจะสร้างความมั่งคั่งได้เร็วกว่าคนทั่วไป แต่ปรากฏว่าผลตอบแทนมันไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง” คุณกิตติเล่า

บททดสอบในโลกการลงทุนในเวลานั้นคือโจทย์หิน ยิ่งลงทุน ยิ่งพบว่า การพยายามเอาชนะตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

ความผิดหวังครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิก แต่กลับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โปรแกรมเมอร์หนุ่มคนนี้เริ่ม “ศึกษาค้นคว้า” การลงทุนอย่างจริงจัง เขาใช้เวลาไปกับการเรียนรู้เรื่องกองทุนรวมอย่างลึกซึ้งผ่านหนังสือ คอร์สเรียน และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายท่าน อาทิ โค้ชหนุ่ม Money Coach และ A-Academy

บทเรียนที่ตกผลึกในวันนั้น กลายเป็นแนวคิดที่เปลี่ยนวิธีลงทุนของเขาไปตลอดกาล

“ในการลงทุน คุณไม่จำเป็นต้องตีชนะคู่แข่งเหมือนตีเทนนิส แค่ตีให้เสมอกับตลาดก็พอ เพราะบางครั้งเราอาจจะแพ้ศึกบางสมรภูมิ… แต่ในระยะยาว เราต้องชนะสงคราม”

จากผลการศึกษา เขาค้นพบความจริงที่ว่า กองทุนแบบ Active ส่วนใหญ่มักจะแพ้ตลาดในระยะยาว และปัจจัยหลักที่กัดกินผลตอบแทนก็คือ “ค่าธรรมเนียม” นั่นเอง

นับตั้งแต่วันนั้น เขาค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองเป็น Passive Investor อย่างเต็มตัว

โปรแกรมเมอร์ย่อมเชื่อใน Backtest และ AI

คุณกิตติรู้จัก Jitta Wealth มาตั้งแต่ยุคที่พอร์ตลงทุนขั้นต่ำยังอยู่ที่ 1 ล้านบาท เขาติดตามแนวคิดของคุณเผ่ามาโดยตลอด สิ่งที่ซื้อใจโปรแกรมเมอร์อย่างเขาได้ ไม่ใช่คำโฆษณาชวนเชื่อ แต่คือ “ข้อมูลและสถิติ”

“ผมเชื่อหลักฐานจากการทำ Backtest บนหน้าเว็บ ตอนนั้นมีฟีเจอร์ที่โชว์ Maximum Drawdown ให้ดูชัดเจน สำหรับผม ก่อนจะลงทุนอะไร ต้องมี Backtest ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่ง Jitta Wealth ตอบโจทย์ตรงนี้ และแนวคิดของเขาก็ถอดแบบมาจาก Warren Buffett ซึ่งตรงกับจริตผมพอดี”

เมื่อ Jitta Wealth ปรับลดเงินลงทุนขั้นต่ำมาที่ 1 แสนบาท ประกอบกับในช่วงโควิดคุณกิตติมีเงินเก็บก้อนหนึ่งที่พร้อมนำมาต่อยอด เขาจึงไม่ลังเลที่จะเปิดพอร์ตลงทุนกับ Jitta Wealth 

บทเรียนครั้งใหญ่ “ตัดใจ” เพื่อไปต่อ

พอร์ตแรกที่คุณกิตติเปิดคือ Thematic DIY ที่เขาจะได้โอกาสในการเลือกธีมการลงทุนด้วยตัวเอง แต่เส้นทางการลงทุนที่เลือกเองไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การคาดการณ์จังหวะตลาดที่ผิดพลาด พอร์ตเริ่มติดลบ จนเกิดขาดทุนสะสมแตะระดับหลายหมื่นบาท เขาเรียนรู้ว่าการตัดสินใจของมนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป สุดท้ายเขาตัดสินใจทำสิ่งที่นักลงทุนหลายคนทำได้ยาก “Cut Loss” แล้วเริ่มต้นใหม่นำเงินที่เหลือมาเปิดพอร์ต Thematic Optimize แทน” 

“ตอนนั้นรู้สึกเฟล นั่งคิดอยู่เป็นเดือนว่าจะเอายังไงดี เราเลือกผิดหรือเปล่า ตั้งคำถามกับตัวเอง ตั้งคำถามกับระบบและตั้งคำถามกับอนาคต แต่สุดท้ายผมตัดสินใจ ‘Cut Loss’ ตัดใจขายทิ้ง แล้วเอาเงินมาเปิด Thematic Optimize แทน ผมรู้สึกว่าผมไม่จำเป็นต้องเลือกเองทุกอย่าง หน้าที่ผมมีแค่เติมเงิน ส่วนการจัดพอร์ตให้ระบบดูแล”

สาเหตุที่ทำให้เขากล้าที่จะตัดขาดทุนเพื่อเริ่มใหม่ เพราะเขาเชื่อในเรื่อง Loss Aversion (โรคกลัวขาดทุน) ถ้าเขายังทนถือพอร์ตเดิม เขาจะมีความทุกข์กับสิ่งที่เสียไป สู้สลับมาพอร์ต Thematic Optimize ที่มี AI ช่วยทำ Rebalancing ให้อัตโนมัติ ทุกๆ 3 เดือน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เขายอมรับว่า มนุษย์อย่างเขาไม่มีความสามารถพอที่จะคอยมอนิเตอร์และปรับพอร์ตได้เองตลอดเวลา

Old School DCA และรางวัลของ “ความอดทน”

แม้จะเป็นคนไอที แต่คุณกิตติเรียกตัวเองว่าเป็นคนสไตล์ Old School ที่ยังชอบการ “DCA แบบ Manual” 

“วันที่เงินเดือนออก ผมจะโอนเงินไปลงทุนก่อนเลย เก็บก่อนใช้ทีหลัง ผมยังมีความสุขกับการได้จัดการเงินตัวเอง” (แม้ปัจจุบันจะหยุด DCA ชั่วคราวเพื่อเก็บเงินสดไว้เป็นค่าเทอมให้ลูก แต่เขาก็ยังคงถือพอร์ตไว้ให้เงินทำงานต่อไป)

และวันนี้เมื่อเขาได้มีโอกาสกลับมาดูพอร์ต ก็อดที่จะภาคภูมิใจไม่ได้ เมื่อพบว่าผลตอบแทนสามารถชดเชยการขาดทุนทั้งหมดในอดีตได้แล้ว

“วันนี้ผมเปิด แอปพลิเคชัน Jitta Wealth ขึ้นมาดูผลตอบแทนแบบ MWR (Money-Weighted Return) แล้วก็ตกใจเหมือนกัน เพราะพอร์ตบวกไปถึง  +61.49% (16 ธันวาคม 2564  -17 มิถุนายน 2569) ที่เคยขาดทุน มัน Cover ทุกอย่างกลับมาได้หมด และเกินมาเยอะมาก รู้สึก ‘ใจฟู’ เลยที่วันนั้นเราตัดสินใจถูก”

สิ่งที่เขาได้กลับมา ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนแต่เป็นความมั่นใจในแนวคิดการลงทุนที่เลือกเดิน ทุกวันนี้ คุณกิตติไม่ได้เปิดแอปทุกวันเพื่อเช็กราคาหุ้น ไม่ได้วิ่งตามข่าวเศรษฐกิจทุกชั่วโมง ไม่ได้พยายามหาหุ้นตัวต่อไปที่จะขึ้นแรง สิ่งที่เขาทำมีเพียงการวางแผนชีวิต 

Core & Satellite และ Roadmap มีเงินใช้ถึงวัย 80

Roadmap การลงทุนที่ชัดเจนมากของคุณกิตติ คือการแบ่งพอร์ตเป็น 2 ส่วน Core Portfolio ของเขาได้แก่ กองทุนลดหย่อนภาษี (RMF/Thai ESG) ที่เน้นความมั่นคงมีการกระจายบางส่วนไปยัง S&P 500 และทองคำ ส่วน Satellite Portfolio คือ Thematic Optimize นั่นเอง

ทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อเป้าหมายเดียว “มีเงินใช้ตอนเกษียณ”และไม่ใช่แค่เกษียณอายุ 60 ปี แต่เขามองไกลให้มีเงินใช้ต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 75-80 ปี 

“ผมวางแผนไว้แล้วว่าเงินก้อนไหนจะถูกใช้ก่อนหลัง โดยจะเริ่มใช้เงินจาก Provident Fund (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ก่อน เมื่อเงินก้อนแรกหมด จะเริ่มดึงเงินจาก RMF ออกมาใช้ ส่วนเงินก้อนท้ายสุดที่จะนำมาใช้ชีวิตในวัย 75-80 ปี จะเป็นเงินก้อนที่โตที่สุดนั่นคือพอร์ตจาก Jitta Wealth!” 

นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนหวือหวาที่สุด แต่เป็นเรื่องราวของคนธรรมดาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการไล่ล่าผลตอบแทน มาเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างมีระบบ

และบทเรียนสำคัญที่สุดที่เขานำมาแบ่งปันเพื่อนนักลงทุนทุกคน คือ 

“การลงทุนต้องใช้ความอดทน เหมือนที่โค้ชหนุ่มและกิปโชเก้ (นักวิ่งมาราธอน) บอกไว้… เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือ 20 ปีที่แล้ว แต่เวลาที่ดีที่สุดรองลงมาคือเริ่มปลูก “วันนี้” เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ชนะในการลงทุน อาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่อยู่ในเกมได้นานที่สุด” 

คุณกิตติ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การลงทุนไม่ใช่เรื่องของการเก็งกำไรระยะสั้นเพื่อเอาชนะใคร แต่มันคือการมีวินัย รู้จักตัวเอง กล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด และใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการอุดช่องโหว่ของอารมณ์มนุษย์… เพื่อให้เรา “ชนะสงคราม” ในบั้นปลายชีวิตได้อย่างแท้จริง

ลงทุนด้วยหลักการที่ถูกต้องกับ Jitta Wealth

ลงทุนอย่างสบายใจ กำไรอย่างยั่งยืน

เรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากคุณกิตติ

ข้าราชการแพทย์ที่มีประสบการณ์ลงทุนกว่า 20 ปี ผ่านทั้งกำไรและขาดทุน จนค้นพบว่าการลงทุนที่ดี คือการลงทุนที่เหมาะกับชีวิต ด้วย Global ETF +94.39% (18 พ.ย. 63-25 ส.ค. 69)

Read more

นักกายภาพบำบัดที่เปลี่ยนจากการเฝ้าจอเทรดหุ้น สู่การลงทุนระยะยาวด้วยการ DCA ใน Omni Fund ผลตอบแทน +11.87% (27 มี.ค. 69 – 3 มิ.ย. 69)

Read more

ข้าราชการบำนาญที่เริ่มลงทุนทั่วโลก DCA อย่างสม่ำเสมอ และวางแผนให้เงินทำงานเพื่อชีวิตเกษียณ

Read more

เภสัชกรที่เคยเจ็บตัวจากหุ้นและกองทุน ก่อนเปลี่ยนมาจัดพอร์ตลงทุนแบบ Core & Satellite เพื่อการลงทุนระยะยาว

Read more

โปรแกรมเมอร์ที่เคยลงทุนตามคำบอกและไล่ล่าผลตอบแทน ก่อนเปลี่ยนสู่การลงทุนระยะยาวเพื่อเป้าหมายเกษียณด้วย Thematic Optimize +65.53% (16 ธันวาคม 2564 -16 มิถุนายน 2569)

Read more

Talent Acquisition Manager ที่เริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่ก่อนอายุ 30 และตั้งเป้าเกษียณในวัย 45 ด้วยการลงทุนทั่วโลก

Read more

ดูทั้งหมด