ลงทุนแบบ “จิตแพทย์” ปล่อยวางความเครียด แล้วให้ AI เครียดแทน
การุญพงค์ ภัทรามรุต
อาจารย์และจิตแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

“โฟกัสกับงานประจำ ไปทำกิจกรรม-พักผ่อนกับครอบครัว ดีกว่ามาวิเคราะห์งบการเงินที่สร้างความเครียด สู้ปล่อยให้ระบบครียดแทนดีกว่า“
Jitta Ranking Alpha +34.66%(14 มกราคม 68 – 23 มิถุนายน 69)
ลงทุนแบบ “จิตแพทย์” รีวิว Jitta Wealth ปล่อยวางความเครียด แล้วให้ AI เครียดแทน
หลายคนเชื่อว่าการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ต้องมาพร้อมกับการนั่งอ่านกราฟทุกวัน ติดตามข่าวเศรษฐกิจทุกชั่วโมง และวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียด แต่หากคุณเป็นแพทย์วิชาชีพที่ต้องอุทิศเวลาแทบทั้งหมดให้กับคนไข้ ยิ่งในบทบาทของการเป็น “จิตแพทย์” และ “อาจารย์แพทย์” ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีอย่างอาจารย์หมอการุญพงค์ ภัทรามรุตด้วยแล้ว ตารางงานในแต่ละวันเรียกว่าแน่นขนัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ไหนจะต้องรักษาคนไข้ ไหนจะงานสอนนักศึกษาแพทย์ และภาระงานในโรงพยาบาล เวลาว่างแทบไม่มีเหลือ คำถามคือ แล้วคนที่มีเวลาจำกัดขนาดนี้ จะสามารถสร้างความมั่งคั่งและวางแผนเกษียณในตลาดทุนที่ผันผวนได้อย่างไร?
ครั้นจะปล่อยเงินนอนอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ไปเรื่อย ๆ อาจไม่ใช่คำตอบของอนาคต
นั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางด้านการลงทุนเมื่อกว่า 10 ปีก่อนของคุณหมอ
จากเป้าหมาย “ลดหย่อนภาษี” สู่สนามหุ้นที่ไม่มีเวลาดู
จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเงินของคุณหมอไม่ได้ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วไป คือการซื้อกองทุน LTF และ RMF เพื่อหวังผลทางด้านภาษีเป็นหลัก เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “การลงทุน” คุณหมอจึงขยับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยด้วยความหวังที่จะได้รับเงินปันผลและส่วนต่างราคา
แต่ความเป็นจริงกลับไม่สวยหรูนัก การขาดความรู้ในการวิเคราะห์งบการเงิน และยังไม่มีหลักการที่ชัดเจน บวกกับหน้าที่การงานที่รัดตัว โดยเฉพาะช่วงที่ต้องไปเรียนต่อเฉพาะทาง ไม่ต้องพูดเรื่องปรับพอร์ต เพราะแม้แต่จะเปิดดูพอร์ตยังไม่มีเวลา กองทุนที่ควรจะสับเปลี่ยนเพื่อทำกำไรจึงถูกทิ้งไว้เฉยๆ จนเสียโอกาสผลลัพธ์การลงทุนที่ได้มาคือ “เสียมากกว่าได้”
“ยอมรับเลยครับว่าตอนนั้นได้บ้าง เสียบ้าง แต่ถ้ามองรวม ๆ น่าจะเสียมากกว่าได้”
โอกาสทองในวิกฤติโควิด-19 และการรู้จัก Jitta Wealth
แต่แล้ววันหนึ่งคุณหมอได้รับคำแนะนำจากพี่ชายให้รู้จักกับเว็บไซต์ Jitta.com ที่มี AI คอยประเมินหุ้นทั่วโลกให้ผ่าน Jitta Score และ Jitta Line เครื่องมือที่จะช่วยหาหุ้นดีราคาถูก แม้จะยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ข้อจำกัดเรื่อง “เวลา” ของคุณหมอก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่อยู่ดี
จนกระทั่ง Jitta Wealth เปิดให้บริการกองทุนส่วนบุคคลในช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 คุณหมอไม่รอช้าที่จะเปิดพอร์ตแรกอย่าง Jitta Ranking หุ้นไทยทันที และเมื่อตลาดหุ้นร่วงหนักในช่วงโควิด-19 ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงรุนแรง หุ้นไทยก็หนีไม่พ้นชะตากรรม แต่แทนที่จะตื่นตระหนก คุณหมอกลับมองเห็นโอกาส และตัดสินใจอัดฉีดเงินลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ตลอดทั้งปี
“ผมรู้ว่าถ้าเราลงในช่วงที่มันเป็นวิกฤติ หุ้นที่พื้นฐานดียังไงมันก็ได้ราคาถูก ระยะยาวมันต้องขึ้นต่อ ผม DCA ตลอดทั้งปีเลย เพราะเรารู้สึกว่ามันเป็นจังหวะที่ดีมากๆ แล้วพอหุ้นมันฟื้นตัว พอร์ตผมบวกไปถึง 50% ภายในเวลาแค่ 1-2 ปีเท่านั้น”
เพราะยึดคติ “ไม่ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” เมื่อพอร์ต Jitta Ranking หุ้นไทย ที่เติบโตได้ดี จึงเป็นโอกาสที่ทำให้คุณหมอได้กระจายความเสี่ยง ด้วยการ Rebalance พอร์ต นำส่วนที่เป็นกำไรออกไปกระจายลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ทองคำแท่ง และหุ้นกู้
จัดทัพพอร์ตครอบครัวให้มั่งคั่งด้วย Core & Satellite
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ คุณหมอจึงเริ่มขยายการลงทุนเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับครอบครัว โดยนำกลยุทธ์ Core and Satellite มาปรับใช้ ด้วยเป้าหมายหลักของเงินก้อนนี้คือเตรียมไว้ให้เป็น “เงินเกษียณ”
ขณะเดียวกันการจัดสรรพอร์ตคุณหมอมองข้ามกรอบการสร้างพอร์ตของตัวเอง เป็นการจัดพอร์ตในระดับ “ครอบครัว” และเมื่อมีความคิดที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงจากหุ้นไทยและได้โอกาสลงทุนทั่วโลก คุณหมอจึงตัดสินใจให้ภรรยาเปิดพอร์ต Global ETF ขึ้นมาเพื่อเป็น Core Port (80%) ของครอบครัว ส่วนตัวคุณหมอเอง ก็เปิดพอร์ต Global ETF ให้ลูกทั้งสองคน เพื่อเป็นของขวัญในอนาคต
ส่วน Satellite Port (20%) นั้น คุณหมอมี Thematic Optimize อยู่พอร์ตนึง แต่พอร์ตหลักของส่วนนี้คือ Jitta Ranking Alpha ที่เขาตัดสินใจสวิตช์จากพอร์ต Jitta Ranking หุ้นไทย เข้ามาแทน โดยเวลานั้น AI เลือกหุ้นจีนใส่พอร์ตให้เขา ผ่านไปปีเดียว ผลตอบแทนของ Jitta Ranking Alpha พุ่งสูงถึง 40% แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือความสบายใจเพราะไม่ต้องคอยติดตามตลาดทุกวัน
“ผมก็ฟังจากคุณเผ่านี่แหละว่า ในแต่ละประเทศในแต่ละปีจะมีวัฏจักร มีการเติบโตของตลาดหุ้นไม่เหมือนกัน แทนที่จะพยายามทำนายว่าประเทศไหนจะชนะในปีหน้า เพราะเราไม่มีเวลามามอนิเตอร์ก็ให้ AI ช่วยคัดเลือกโอกาสให้แทน”
ปัจจุบันคุณหมอตั้งค่า Auto DCA ทุกพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตั้งค่า DCA นี้เอง ทำให้คุณหมอรับความคุ้มครองจาก Jitta Protect ไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ภูมิคุ้มกันความเครียดฉบับ “จิตแพทย์”
แม้จะเป็นจิตแพทย์ แต่เขาก็ยอมรับว่า เมื่อครั้งที่ได้เห็นพอร์ตติดลบถึง 30% ไม่ใช่เรื่องสบายใจ และยอมรับว่า “เครียดบ้าง”
คุณหมอเล่าถึงเคล็ดลับการตั้งหลักทางใจ ที่ช่วยให้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ อย่างแรกเลยก็ต้องรู้เป้าหมายของการลงทุนก่อนว่า เราลงทุนไปเพื่ออะไร เป้าหมายต้องชัดเจน และเงินก้อนนี้เป็นเงินเย็น ที่เตรียมไว้เพื่อการเกษียณ ความกังวลก็จะลดลงและสบายใจระดับหนึ่ง
สองคือการมีข้อมูลและความรู้ที่มากพอที่จะเห็นทิศทางในอนาคตเป็นอย่างไรก็จะทำให้ความเครียดความวิตกกังวลลดลง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่เราลงทุนอยู่ (Jitta Wealth) และข้อมูลตลาด ซึ่งการรับฟังข้อมูลจากคุณเผ่า (ซีอีโอ Jitta Wealth) ที่มักจะนำข้อมูลสถิติต่างๆ ทำให้เข้าใจว่าวิกฤติและวัฏจักรตลาดเป็นเรื่องปกติ เมื่อเรามีความเชื่อมั่นในระบบและบริษัทที่เราลงทุน ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้เงินทำงาน และนำเวลาไปโฟกัสกับงานประจำหรือพักผ่อน ดีกว่ามานั่งเครียดวิเคราะห์งบเองครับ
“ถ้าเรารู้ว่าเราลงทุนไปเพื่ออะไร เราจะรับมือกับความผันผวนได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีความรู้ลงทุนแบบมั่วๆ เวลาเห็นพอร์ตตกก็จะกังวลไป ถ้าเราไม่มีเวลา การปล่อยให้ระบบและเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ทำหน้าที่ของมันคือทางออกที่ดีที่สุด ที่เหลือก็ปล่อยเงินมันทำงาน แล้วเอาเวลาไปโฟกัสกับงาน ไปพักผ่อนกับครอบครัว ดีกว่าการใช้เวลาไปกับการคอยวิเคราะห์เองวิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์งบการเงินอะไรแบบนี้ ซึ่งมันมีความเครียด สู้ปล่อยให้ระบบเครียดแทนเราดีกว่าครับ”
นี่คือเรื่องราวการสร้างสมดุลของอาจารย์หมอ จิตแพทย์ผู้ลงทุนในตลาดมานานกว่าทศวรรษ และเลือกให้เทคโนโลยีจัดการความมั่งคั่งแทน ไม่ว่าคุณจะยุ่งแค่ไหน หรือตลาดจะผันผวนเพียงใด หากเรามีวินัย เข้าใจเป้าหมาย และเลือกใช้ “เครื่องมือ” ที่ถูกต้อง การเดินสู่เส้นชัยในวัยเกษียณอย่างสุขสมบูรณ์… ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม







