รู้จักนโยบายการลงทุน Flexi Fund
Flexi Fund ให้คุณเลือกกองทุนรวมมาจัดสัดส่วนได้อย่างอิสระ พร้อมตัวช่วยวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจ และระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติคอยดูแลตลอดการลงทุน
แนวคิดการลงทุนและการดูแลพอร์ตของ Flexi Fund
เราเชื่อว่าโอกาสการลงทุนไม่ได้มีอยู่แค่ในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใดเพียงสินทรัพย์เดียว และนักลงทุนแต่ละคนก็มีเป้าหมาย ความเชื่อ และระดับการยอมรับความเสี่ยงที่ต่างกัน
Flexi Fund จึงเปิดโอกาสให้คุณได้ออกแบบพอร์ตการลงทุนด้วยตนเอง ดีไซน์พอร์ตได้อย่างที่ใจต้องการ โดยสามารถเลือกผสมผสานกองทุนรวมหลากหลายประเภทได้สูงสุดถึง 10 กองทุนในพอร์ตเดียว พร้อมทั้งสามารถกำหนดสัดส่วนการลงทุนของแต่ละกองทุนได้อย่างอิสระ
โดยเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่จดทะเบียนในไทย ซึ่ง Jitta Wealth ได้คัดสรรมาให้คุณได้คว้าโอกาสลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพทั่วโลก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการภาษีลงทุนต่างประเทศ
ตั้งแต่ก่อนลงทุน ระบบจะช่วยวิเคราะห์พอร์ตที่คุณจัดขึ้นจากข้อมูลในอดีต ให้คุณเห็นทั้งแนวโน้มการเติบโต ความผันผวน และข้อมูลเชิงสถิติที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยง เพื่อช่วยให้เข้าใจพอร์ตของตัวเองได้รอบด้านขึ้นก่อนตัดสินใจ
และเมื่อเริ่มลงทุนแล้ว ระบบยังคอยดูแลปรับพอร์ตให้ตลอดการลงทุน หากการเคลื่อนไหวของตลาดทำให้สัดส่วนเปลี่ยนไปจากที่กำหนด ระบบจะช่วยปรับสมดุลพอร์ตให้อัตโนมัติ เพื่อให้พอร์ตยังคงเป็นไปตามแผนที่คุณวางไว้
เพราะสำหรับเรา ความยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงแค่ ‘เลือกได้มากขึ้น’ แต่คือการทำให้คุณออกแบบพอร์ตในแบบของตัวเองได้ และสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจไปตลอดเส้นทาง
แนวทางวิเคราะห์คัดเลือกกองทุนรวมสำหรับลงทุนผ่านนโยบาย Flexi Fund
เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกสัดส่วนการลงทุนที่ออกแบบเอง Flexi Fund มีกระบวนการคัดกรอง กองทุนรวมในหมวดหมู่ต่างๆ อย่างเข้มข้นก่อนนำมาให้คุณเลือกจัดพอร์ต โดยแบ่งเกณฑ์การประเมินออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้:
1. การประเมินประสิทธิภาพเชิงปริมาณ (Quantitative Analysis)
- ผลการดำเนินงานและผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return): วิเคราะห์ผลตอบแทนย้อนหลังควบคู่กับความผันผวน เพื่อค้นหากองทุนที่สร้างผลงานได้สม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน
- ความแม่นยำในการติดตามดัชนี (Tracking Error): สำหรับกองทุนประเภท Passive Fund (เช่น TLUS500-UH-A) หรือ ES-CHEQ) เราให้ความสำคัญกับกองทุนที่มีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำ เพื่อให้ผลตอบแทนล้อไปกับดัชนีอ้างอิงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์สูงสุด (FX Hedging Policy Optimization): สำหรับธีมการลงทุนต่างประเทศ ในกรณีที่มีกองทุนให้เลือกลงทุนทั้งรูปแบบป้องกันความเสี่ยง (Hedged) และไม่ป้องกันความเสี่ยง (Unhedged) บริษัทจะพิจารณาเลือกลงทุนในรูปแบบ Unhedged (UH) เป็นลำดับแรก เพราะให้ผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อลดภาระต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Cost Burden) ที่กดดันผลตอบแทน และสะท้อนประโยชน์จากกลไกการปรับตัวตามธรรมชาติของอัตราแลกเปลี่ยนในการลงทุนระยะยาว (Natural Hedging)
- โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล (Total Expense Ratio): คัดเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมรวมเหมาะสมและคุ้มค่ากับรูปแบบการบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนแฝงระยะยาวของนักลงทุน
2. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis)
- คุณภาพของกองทุนแม่ (Master Fund): สำหรับกองทุนประเภท Feeder Fund เราเจาะลึกไปถึงความน่าเชื่อถือ นโยบาย และความเชี่ยวชาญของผู้บริหารกองทุนหลักในต่างประเทศ (เช่น iShares, Vanguard, etc.)
- ความมั่นคงของบริษัทจัดการ (AMC Reliability): คัดเลือกจาก บลจ. ชั้นนำที่ได้รับการยอมรับ มีธรรมาภิบาล และมีทีมผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) ที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์ชัดเจน
- ความสอดคล้องของนโยบาย (Policy Alignment): นโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ต้องตอบโจทย์ธีมการลงทุนหรือกลุ่มสินทรัพย์ที่ระบบ Flexi Fund กำหนดไว้อย่างตรงไปตรงมา
3. การบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยง (Liquidity & Risk Management)
- ขนาดและสภาพคล่องของกองทุน (AUM & Liquidity): กองทุนต้องมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (AUM) สูงเพียงพอ และมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง เพื่อรองรับระบบปรับสมดุลพอร์ตอัตโนมัติ (Auto-Rebalance) ได้อย่างราบรื่น
กองทุนรวมที่ Flexi Fund คัดมาให้เลือกจัดพอร์ต
ปัจจุบันมีกองทุนรวมที่ Jitta Wealth ได้คัดเลือกมาให้ลงทุนทั้งหมด 6 หมวดหมู่ รวมกว่า 39 กองทุน
หุ้นตามตลาด
ลงทุนในตลาดหุ้นตามประเทศหรือภูมิภาคทั่วโลก แต่ละตลาดมีโอกาสและความผันผวนแตกต่างกันตามภาวะเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นโลก (Global Equity)
ลงทุนในหุ้นทั่วโลกตามดัชนี MSCI ACWI ผ่านกองทุนรวม KKP PGE-UH ครอบคลุมทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ในกองทุนเดียว
หุ้นสหรัฐฯ S&P 500 (US S&P 500)
ลงทุนตามดัชนี S&P 500 ผ่านกองทุนรวม TLUS500-UH-A เพื่อเข้าถึงบริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของสหรัฐฯ ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม
หุ้นสหรัฐฯ NASDAQ-100 (US NASDAQ-100)
ลงทุนตามดัชนี NASDAQ-100 ผ่านกองทุนรวม TLUSNDQ-UH-A ซึ่งรวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ในตลาด Nasdaq โดยมีน้ำหนักสูงในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ
หุ้นสหรัฐฯ Russell 2000 (US Russell 2000)
ลงทุนตามดัชนี Russell 2000 ผ่านกองทุนรวม B-US2000P เพื่อเข้าถึงหุ้นบริษัทขนาดเล็กของสหรัฐฯ และกระจายโอกาสไปยังเศรษฐกิจภายในประเทศ
หุ้นไทย (Thailand)
ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 ผ่านกองทุนรวม KT-SET50-A
หุ้นยุโรป (Europe)
ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ของยูโรโซนตามดัชนี EURO STOXX 50 ผ่านกองทุนรวม K-EUX ครอบคลุมบริษัทชั้นนำจากประเทศเศรษฐกิจหลักของยุโรป
หุ้นญี่ปุ่น (Japan)
ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นตามดัชนี TOPIX ผ่านกองทุนรวม K-JPX-A(A) ครอบคลุมบริษัทหลากหลายขนาดและอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว
หุ้นจีน (China FTSE A50)
ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ 50 แห่งของจีนตามดัชนี FTSE China A50 ซึ่งซื้อขายในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ผ่านกองทุนรวม ES-CHEQ
หุ้นจีน A-Shares (China CSI 300)
ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงของจีนตามดัชนี CSI 300 ผ่านกองทุนรวม KFCSI300-A ซึ่งครอบคลุมตลาดเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น
หุ้นจีน H-Shares (China HSCE)
ลงทุนในหุ้น H-shares ของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงได้ ผ่านกองทุนรวม SCBCE
หุ้นอินเดีย (India)
ลงทุนในหุ้นอินเดียตามดัชนี MSCI India ผ่านกองทุนรวม K-INDX ครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางจากหลากหลายอุตสาหกรรม
หุ้นเกาหลีใต้ (South Korea)
ลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ตามดัชนี MSCI Korea ผ่านกองทุนรวม KT-KOREA ครอบคลุมบริษัทชั้นนำในกลุ่มเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค
หุ้นไต้หวัน (Taiwan)
ลงทุนในหุ้นไต้หวันตามดัชนี MSCI Taiwan ซึ่งมีสัดส่วนเด่นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านกองทุนรวม DAOL-TAIWANEQ
หุ้นเวียดนาม (Vietnam)
ลงทุนในหุ้นเวียดนามตามดัชนี VN Diamond ซึ่งรวบรวมบริษัทที่มีสภาพคล่องและมีข้อจำกัดด้านสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ผ่านกองทุนรวม KT-VNDIAMOND-A
หุ้นตามธีม
ลงทุนในหุ้นตามธีมหรืออุตสาหกรรมที่สนใจ เช่น เทคโนโลยี พลังงาน สุขภาพ และเทรนด์การเติบโตแห่งอนาคต
บริการสุขภาพสหรัฐฯ (US Healthcare)
ลงทุนในบริษัทกลุ่มสุขภาพของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวม TUSHEALTH-A ครอบคลุมยา เทคโนโลยีชีวภาพ อุปกรณ์การแพทย์ และบริการสุขภาพ
เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)
ลงทุนในบริษัทอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ตั้งแต่ผู้ออกแบบชิป โรงงานผลิต ไปจนถึงผู้ผลิตอุปกรณ์ ผ่านกองทุนรวม TLSEMICON-UH
ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาหรือใช้ปัญญาประดิษฐ์ในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านกองทุนรวม TISCOAI
คลาวด์ (Cloud Computing)
ลงทุนในธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้งและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก ผ่านกองทุนรวม TCLOUD ครอบคลุมซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม และศูนย์ข้อมูล
ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)
ลงทุนในบริษัททั่วโลกที่พัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อปกป้องข้อมูล เครือข่าย และระบบดิจิทัล ผ่านกองทุนรวม LHCYBER-A
เทคโนโลยีจีน (China Technology)
ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีจีน ผ่านกองทุนรวม SCBCTECHA ครอบคลุมธุรกิจอินเทอร์เน็ต อีคอมเมิร์ซ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการดิจิทัล
พลังงานและก๊าซธรรมชาติ (Energy & Natural Gas)
ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและก๊าซธรรมชาติ ผ่านกองทุนรวม DAOL-GAS ครอบคลุมการสำรวจ การผลิต การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐาน
สาธารณูปโภคสหรัฐฯ (US Utilities)
ลงทุนในบริษัทสาธารณูปโภคของสหรัฐฯ เช่น ผู้ให้บริการไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำ ซึ่งเป็นบริการจำเป็นในชีวิตประจำวัน ผ่านกองทุนรวม TUSUTIL
สมาร์ตกริด (Smart Grid)
ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับระบบพลังงานสมัยใหม่ ผ่านกองทุนรวม ES-GRID
แร่หายาก (Rare Earth)
ลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับแร่หายากและโลหะเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ผ่านกองทุนรวม SCBRARE(A)
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense & Aerospace)
ลงทุนในบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การบิน และอวกาศ ผ่านกองทุนรวม TDEFENSE ครอบคลุมผู้ผลิตอุปกรณ์ ระบบ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology)
ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม การสื่อสาร และอากาศยาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอวกาศ ผ่านกองทุนรวม A-JEDI
ควอนตัม (Quantum Computing)
ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านกองทุนรวม LHQTUM-A
สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets)
ลงทุนในบริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น แพลตฟอร์มซื้อขาย ระบบชำระเงิน และเทคโนโลยีบล็อกเชน ผ่านกองทุนรวม DAOL-DAPP
วิดีโอเกม (Video Gaming)
ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอเกม อีสปอร์ต แพลตฟอร์ม และเทคโนโลยีที่สนับสนุนอุตสาหกรรมเกมทั่วโลก ผ่านกองทุนรวม DAOL-PLAY
นันทนาการและการท่องเที่ยว (Leisure & Travel)
ลงทุนในธุรกิจนันทนาการ บันเทิง การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ โดยใช้ปัจจัยเชิงข้อมูลช่วยคัดเลือกและจัดสัดส่วนหุ้น ผ่านกองทุนรวม ES-CHILL
เหมืองทอง (Gold Mining)
ลงทุนในบริษัทเหมืองทองและผู้ผลิตทองคำทั่วโลก ผ่านกองทุนรวม A-RING โดยราคาหุ้นที่กองเลือกลงทุนอาจเคลื่อนไหวตามทั้งราคาทองคำและผลการดำเนินงานของบริษัท
เหมืองแร่เงิน (Silver Mining)
ลงทุนในบริษัทเหมืองแร่เงินทั่วโลก ซึ่งเชื่อมโยงกับความต้องการโลหะเงินทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน ผ่านกองทุนรวม TSILVER
ตราสารหนี้
ลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ โดยทั่วไปมักมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น
ตราสารหนี้ระยะกลาง (Medium-Term Bonds)
ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน และเงินฝาก โดยเน้นตราสารหนี้ระยะกลางทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกองทุนรวม K-PLAN1
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (US Short-Term Treasury)
ลงทุนในตั๋วเงินคลังรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น ผ่านกองทุนรวม TUSFIX เหมาะสำหรับส่วนของพอร์ตที่เน้นสภาพคล่องและความผันผวนต่ำ
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทุกช่วงอายุ (US All-Maturity Treasury)
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หลายช่วงอายุ ผ่านกองทุนรวม TUSTREASURY เพื่อกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาต่างกัน
ตลาดเงิน
ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้น เหมาะสำหรับบริหารสภาพคล่องหรือเป็นส่วนที่มีความผันผวนต่ำของพอร์ต
ตลาดเงินในประเทศ (Domestic Money Market)
ลงทุนในเงินฝากและตราสารตลาดเงินคุณภาพในประเทศ ผ่านกองทุนรวม ES-CASH เหมาะสำหรับพักเงินระยะสั้นและบริหารสภาพคล่องของพอร์ต
โภคภัณฑ์
ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมัน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
ทองคำ (Gold)
ลงทุนในทองคำ ผ่านกองทุนรวม SCBGOLD ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของราคาแตกต่างจากหุ้นและตราสารหนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
น้ำมันดิบ (Crude Oil)
ลงทุนในกองทุนรวม SCBOIL ที่ลงทุนผ่านกองทุนที่อ้างอิงสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI ซึ่งราคาเปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์ อุปทาน และภาวะตลาดพลังงานโลก
อสังหาริมทรัพย์
ลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์หลายประเภทและมีรายได้หลักจากค่าเช่า
อสังหาริมทรัพย์สหรัฐฯ (US REITs)
ลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวม TUSREIT ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์หลายประเภทและมีรายได้หลักจากค่าเช่า
วิธีการจัดสัดส่วนลงทุนของ Flexi Fund
คุณสามารถเลือกกองทุนรวมได้ตั้งแต่ 1 ถึง 10 กองทุนในพอร์ตเดียว โดยคุณมีอิสระในการกำหนดสัดส่วน หรือน้ำหนักการลงทุนของแต่ละกองทุนได้เองทั้งหมด (อย่างน้อย 5%) เพื่อให้สะท้อนมุมมองการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่คุณรับไหวได้อย่างแม่นยำ และเมื่อคุณฝากเงินลงทุนเพิ่ม ระบบก็จะนำเงินไปจัดสรรเข้าแต่ละกองทุนตามสัดส่วนที่คุณตั้งไว้โดยอัตโนมัติ
การบริหารจัดการพอร์ตแบบอัตโนมัติ
Jitta Wealth บริหารพอร์ตด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะปรับสัดส่วนการลงทุน (Rebalance) ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนที่ตั้งไว้ เมื่อสัดส่วนของกองทุนใดๆ เปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 5% หรือเมื่อครบกำหนด 1 ปี นับจากวันที่ปรับสัดส่วนครั้งล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตของคุณเป็นไปตามนโยบายที่ต้องการอยู่เสมอ
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณกำหนดสัดส่วนกองหุ้นสหรัฐฯ ไว้ที่ 10% จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่า กองหุ้นสหรัฐฯ ราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 16% ของพอร์ตทั้งหมด เท่ากับว่าเกินสัดส่วนที่ควรจะเป็นมากกว่า 5% ระบบจะปรับพอร์ตอัตโนมัติ โดยซื้อและขายกองทุนต่างๆ ในพอร์ต ให้กลับมามีสัดส่วนการลงทุนที่ 10% ตามที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ดังเดิม
วิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการมีเงินลงทุนอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป ส่งผลให้คุณได้รับประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตโดยรวมของสินทรัพย์เหล่านี้ โดยมีความผันผวนที่ลดน้อยลงมาก
นอกจากนี้ การใช้ระบบปรับสัดส่วนการลงทุนในแต่ละกองทุนโดยอัตโนมัติ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณในการเพิ่มเงินลงทุน โดยไม่ต้องคอยติดตามว่า ควรจะลงทุนในกองทุนไหน เท่าไหร่ ตอนไหน ทำให้ ช่วยลดเวลา ลดความผิดพลาด และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการไปลงทุนด้วยตนเอง
การเปลี่ยนธีมการลงทุน
หลังลงทุนไปแล้ว หากคุณต้องการเปลี่ยนกองทุนที่เลือกไว้ สามารถทำได้สะดวกง่ายดายบนแอปพลิเคชัน Jitta Wealth
อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเปลี่ยนธีมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้เพียงไตรมาสละ 1 ครั้งเท่านั้น เกินกว่านั้นจะมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 500 บาท
ระดับความเสี่ยง และข้อควรระวัง
เนื่องจาก Flexi Fund เปิดโอกาสให้คุณเลือกกองทุนและจัดสัดส่วนได้อย่างอิสระ ระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนจึงมีความยืดหยุ่นและขึ้นอยู่กับรูปแบบพอร์ตที่คุณเป็นคนออกแบบเอง
โดยกองทุนรวมที่คุณสามารถเลือกลงทุนได้นั้นครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ หลากหลายระดับความเสี่ยง ตั้งแต่ ระดับ 1 เสี่ยงต่ำ อย่างกองทุนรวมตลาดเงิน ไปจนถึง ระดับ 8 เสี่ยงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่น กองทุนรวมสินทรัพย์ดิจิทัล หรือควอนตัม
ดังนั้นการจัดพอร์ตจึงควรคำนึงถึงความเสี่ยงที่คุณสามารถรับไหวด้วย หรือหากคุณอยากโฟกัสกลุ่มที่เสี่ยงสูงเพื่อคาดหวังผลตอบแทน คุณอาจต้องมีพอร์ตหลักที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมก่อน (Core Portfolio) แล้วใช้ Flexi Fund เป็นพอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) เพื่อไม่ให้การลงทุนโดยรวมของคุณเสี่ยงมากเกินไป
Flexi Fund เหมาะกับใคร
นโยบายการลงทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่
- ต้องการควบคุมและออกแบบสัดส่วนสินทรัพย์ (Asset Allocation) ด้วยตนเอง ตามมุมมองหรือความสนใจส่วนบุคคล
- มีความรู้ ความเข้าใจ ในลักษณะและความเสี่ยงของสินทรัพย์หรือธีมการลงทุนที่ตนเองเลือกสรรเข้าพอร์ต
- สามารถยอมรับความผันผวนของพอร์ตการลงทุนที่อาจสูงหรือต่ำ แตกต่างกันไปตามสัดส่วนสินทรัพย์ที่จัดสรรเองได้
- สามารถถือครองสินทรัพย์ได้ในระยะกลางถึงยาว (3-5 ปีขึ้นไป) เพื่อให้สินทรัพย์เติบโตตามรอบวัฏจักร
- สามารถยอมรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ (กรณีเลือกธีมที่ลงทุนในต่างประเทศ)
- มีความต้องการที่จะลดภาระการจัดการด้านภาษีเงินได้จากการลงทุนต่างประเทศโดยตรง
นโยบายการลงทุนนี้ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่
- ต้องการผลตอบแทนที่แน่นอน หรือการรักษาเงินต้น 100% โดยไม่ยอมรับความเสี่ยงขาดทุนใดๆ (ยกเว้นกรณีจัดสรรเป็นกองทุนตลาดเงินหรือตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งหมด)
- ไม่ต้องการตัดสินใจเลือกธีมหรือสัดส่วนการลงทุนด้วยตนเอง และต้องการพอร์ตรูปแบบมาตรฐานที่บริษัทจัดการให้ทั้งหมด
- มีความต้องการสภาพคล่องสูงมาก หรือมีเป้าหมายใช้เงินภายในระยะเวลาอันสั้น (ต่ำกว่า 1-3 ปี)
การบริหารความเสี่ยง
- ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตราสาร (Market Risk)
ความเสี่ยงที่มูลค่าของหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุนจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาวะเศรษฐกิจการลงทุน ปัจจัยทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งพิจารณาได้จากค่า Standard Deviation (SD) ของกองทุน หากกองทุนมีค่า SD สูง แสดงว่ากองทุนมีความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ที่สูง
แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง:
เนื่องจากนโยบาย Flexi Fund เป็นรูปแบบยืดหยุ่นที่นักลงทุนเป็นผู้จัดสรรสัดส่วนและเลือกธีมการลงทุนด้วยตนเอง ระดับความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุนจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ของนักลงทุนรายบุคคลเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดการมีแนวทางบริหารเพื่อบรรเทาความเสี่ยงดังนี้:
1.1 การคัดเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม (Fund Selection and Strategy Policy)
บริษัทจัดการจะคัดเลือกกองทุนรวมที่เปิดให้เข้าลงทุนในระบบ โดยครอบคลุมทั้งกองทุนรวมเชิงรับ (Passive Fund) ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนตามดัชนีชี้วัดหรือราคาสินทรัพย์อ้างอิง
และ/หรือ กองทุนรวมเชิงรุก (Active Fund) ที่บริหารจัดการโดยบริษัทจัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น
ทั้งนี้ กองทุนรวมปลายทาง (รวมถึงกองทุนหลักในต่างประเทศ หรือ Master Fund / ETF) จะต้องเป็นกองทุนที่ได้มาตรฐาน มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และมีระบบการควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
1.2 การปรับพอร์ตการลงทุน (Portfolio Rebalancing)
เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนกลับไปสู่สัดส่วนตามระดับความเสี่ยงของกลยุทธ์ที่นักลงทุนเลือกโดยอัตโนมัติ ตามกลไกและเงื่อนไขในการดำเนินการปรับพอร์ตการลงทุนของ Flexi Fund
2. ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของผู้ออกตราสาร (Business Risk)
กองทุนรวมเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่จัดตั้งขึ้น โดยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทจัดการกองทุน (Asset Management Company) ความน่าเชื่อถือของกองทุนรวมจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ขนาดของกองทุน ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทจัดการกองทุน รวมถึงคุณภาพของหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นสินทรัพย์รองรับภายในกองทุน
แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง:
เลือกลงทุนเฉพาะกองทุนรวมขนาดใหญ่ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ มีกฏระเบียบควบคุมที่เหมาะสม และเป็นกองทุนที่ออกโดยบริษัทจัดการกองทุนที่มีชื่อเสียง
3. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของตราสาร (Liquidity Risk)
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่กองทุนไม่สามารถจำหน่ายตราสารนั้นๆ ได้ในราคาที่เหมาะสมและภายในระยะเวลาอันสมควร
แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง:
บริษัทจัดการจะพิจารณาเลือกลงทุนในตราสารที่มีคุณภาพดีทั้งในด้านความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ตลอดจนสภาพคล่องของตราสาร
4. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Rate Risk)
ความเสี่ยงจากการที่กองทุนที่ลงทุนนำเงินไปลงทุนในรูปของสกุลเงินตราต่างๆ ดังนั้น ในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ก็จะส่งผลกระทบต่อมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนได้
แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง:
บริษัทจัดการไม่มีนโยบายเข้าทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในระดับกองทุนส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมปลายทางที่เข้าลงทุนอาจมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของแต่ละบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป และนักลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นตามธีมการลงทุนที่เลือกสรรเองได้
5. ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร (Credit Risk)
หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการตราสารหนี้ที่ลงทุนอยู่ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ เนื่องจากผู้ออกตราสารหนี้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้
แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง:
ในกรณีที่พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนมีการจัดสรรสัดส่วนในกลุ่มตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน บริษัทจัดการจะคัดเลือกเฉพาะกองทุนรวมที่มีนโยบายกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ภาคเอกชน หรือเงินฝากอย่างเหมาะสม และมีการกระจายความเสี่ยงภายในกองทุนเป็นอย่างดี เพื่อควบคุมให้มีความเสี่ยงด้านเครดิตโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ
6. ความเสี่ยงจากการเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Leverage Risk)
ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่กองทุนรวมปลายทางมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) หรือสัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) เพื่อวัตถุประสงค์ในการจำลองผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับสินทรัพย์อ้างอิง หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตการลงทุน (Efficient Portfolio Management) ซึ่งอาจทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนมีความผันผวนมากกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อ้างอิงทางกายภาพโดยตรง หรืออาจมีความเสี่ยงจากอัตราเลเวอเรจ (Leverage) ในกรณีที่สภาวะตลาดเกิดความแปรปรวนรุนแรง
แนวทางการบริหารเพื่อลดความเสี่ยง:
กองทุนส่วนบุคคลของบริษัทไม่มีนโยบายการเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยตรง อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมปลายทาง (Underlying Funds) ที่เปิดให้นักลงทุนเลือกสรร โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมันดิบ) หรือกองทุนรวมที่มีกลยุทธ์พิเศษ/มีความซับซ้อน อาจมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อให้อัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวล้อตามราคาสินทรัพย์อ้างอิงในตลาดโลก บริษัทจัดการจึงมีแนวทางบริหารเพื่อบรรเทาความเสี่ยงดังนี้:
การคัดเลือกกองทุนหลักในต่างประเทศที่มีมาตรฐานระดับสากล (Global Master Fund Selection):
บริษัทจัดการจะคัดเลือกเฉพาะกองทุนรวมไทยที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนหลัก (Master Fund หรือ ETF) ในต่างประเทศที่เป็นผู้ออกตราสารชั้นนำระดับโลก (เช่น BlackRock iShares, Vanguard, State Street SPDR, Invesco)
ซึ่งกองทุนหลักเหล่านี้ต้องมีขนาดสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง และมีประวัติการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะ (Liquidation Risk) หรือความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของกองทุนหลัก
การคัดเลือกผู้บริหารจัดการกองทุนที่มีมาตรฐาน:
บริษัทจัดการจะคัดเลือกเฉพาะกองทุนรวมที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญ มีระบบควบคุมความเสี่ยง (Risk Management Framework) และคำนวณอัตราส่วนการลงทุนในตราสารอนุพันธ์อย่างเคร่งครัดภายใต้หลักเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด
7. ความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) หรือที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated)
กองทุนไม่มีโนบายการลงทุนในตราสารที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) หรือที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) จึงไม่มีความเสี่ยงนี้
ผู้จัดการกองทุน
นายมาโนช ช่างสลัก (ตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2564)
นายประภัศร์พงษ์ นันทกิจพัฒนา (ตั้งแต่ 29 กันยายน 2566)
หมายเหตุ
ในการเสนอนโยบายการลงทุนของกองทุนส่วนบุคคลนี้มิได้เป็นการแสดงว่าสำนักงาน ก.ล.ต. ได้รับรองถึงความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว หรือได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของนโยบายการลงทุนที่เสนอนั้น