Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

‘หุ้นตก’ ต้องทำยังไง? 3 สิ่งที่คุณทำได้ เมื่อพอร์ตติดลบ


All Category

ไฮไลต์

  • หุ้นตกไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่การขายหุ้นเพราะความกลัว อาจทำให้พลาดช่วงฟื้นตัวของตลาด
  • หากพอร์ตผันผวนจนกระทบการใช้ชีวิต อาจถึงเวลาทบทวนว่า พอร์ตที่ถืออยู่ยังเหมาะกับตัวเองหรือไม่
  • ช่วงที่นักลงทุนส่วนใหญ่กังวล มักเป็นช่วงเดียวกับที่สินทรัพย์หลายอย่างเริ่มมีราคาน่าสนใจ
  • พอร์ตที่กระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์ มักรับมือกับช่วงตลาดผันผวนได้ดีกว่าพอร์ตที่กระจุกตัว

เมื่อหุ้นตก ความรู้สึกแรกที่เข้ามาคือความกังวล และตามด้วยคำถามว่า ควรขายหุ้นออกไปก่อนดีไหม รอให้ตลาดกลับมาดีกว่านี้ก่อนแล้วค่อยกลับเข้าลงทุนใหม่ หรือต้องทำยังไงดี เพื่อให้พอร์ตกลับมาบวก

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกครั้งที่ตลาดผันผวน ความกลัวมักจะดังกว่าหลักการที่เราเชื่อมั่นมาตลอดอยู่เสมอ

แต่หากย้อนดูทุกวิกฤติที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่พลาด ไม่ใช่การร่วงลงของหุ้น แต่คือการตัดสินใจด้วยอารมณ์ในวันที่ตลาดกำลังผันผวน

แต่ถ้าคุณมีแนวทางจัดการเวลาหุ้นตก ความผันผวนของตลาดก็อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และนี่คือ 3 สิ่งที่นักลงทุนควรทำเมื่อพอร์ตติดลบ 

1. อย่าตื่นตระหนก เทขายหุ้น

เวลาพอร์ตติดลบหนักๆ หลายคนมักอยากทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ความรู้สึกกังวล หรือความรู้สึกไม่สบายใจหายไป

ทางเลือกที่ง่ายที่สุด คือการขายหุ้นทิ้ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่า พรุ่งนี้ตลาดจะลงต่ออีกหรือไม่

แต่ปัญหาคือ การตัดสินใจในวันที่เต็มไปด้วยความกลัว มักไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอ

เพราะหุ้นที่เราถืออยู่บางตัว อาจไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เพียงแต่ถูกแรงขายจากความกังวลของตลาดกดดันให้ราคาปรับตัวลงไปพร้อมกัน

ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรทำ ก็คือการ ‘ตั้งสติ’ และคิดวิเคราะห์ให้รอบคอบว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ กระทบพอร์ตของเราอย่างไร และเราควรทำอะไรกับพอร์ตบ้าง

2. ทบทวนแผนการลงทุน 

    ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลง ไม่ได้หมายความว่า พอร์ตของเรามีปัญหาเสมอไป

    ในทางกลับกัน การปรับตัวลงของตลาดหุ้น กลับเป็นโอกาสให้เรากลับมาทบทวนพอร์ตการลงทุนของตัวเองว่า พอร์ตที่ถืออยู่ ยังเหมาะกับเป้าหมาย และความเสี่ยงที่เรารับได้หรือไม่

    หากความผันผวนเริ่มทำให้เรากินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ หรือกระทบการใช้ชีวิต อาจเป็นสัญญาณว่า เรากำลังรับความเสี่ยงมากเกินไป

    ในกรณีนี้ การปรับพอร์ตให้สมดุลมากขึ้น เช่น เพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ที่ผันผวนน้อยกว่าเข้ามา  หรือแบ่งขายหุ้นบางส่วนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แล้วไปซื้อหุ้นกลุ่มอื่นๆ เพื่อลดการกระจุกตัว ก็อาจช่วยให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้น

    3. ใช้ช่วงหุ้นตกเป็นโอกาสเข้าซื้อ

      ช่วงที่สินทรัพย์หลายอย่างเริ่มปรับตัวลง อาจเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้

      เพราะในหลายๆ ครั้ง หุ้นที่พื้นฐานดี ยังดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ราคาอาจตกลงมาจากความกังวลของตลาด และนั่นคือช่วงเวลาที่คุณจะได้ ‘ของดี ที่ลดราคา’ และเมื่อตลาดคลายความกังวล หุ้นเหล่านี้จะมักจะปรับตัวกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

      แต่ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี พอร์ตกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ก็สามารถใช้ กลยุทธ์ DCA หรือการทยอยลงทุนเพิ่มอย่างสม่ำเสมอได้เลย ไม่ต้องมาคอยคิดว่าจะช้อนซื้อตัวไหนอะไรยังไง 

      เพราะการ DCA จะช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตโดยรวม ถัวเฉลี่ยต้นทุนช่วงตลาดตก และไม่พลาดโอกาสทำกำไรเมื่อตลาดฟื้นตัว

      พอร์ตที่ดี ต้องผ่านช่วงผันผวนได้

      สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตื่นตระหนก เวลาตลาดร่วง คือ พอร์ตที่ถืออยู่ผันผวนมากกว่าที่ตัวเองรับความเสี่ยงไหว

      ยิ่งพอร์ตกระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียว อุตสาหกรรมเดียว หรือสินทรัพย์ประเภทเดียว ความผันผวนก็ยิ่งรุนแรง

      ดังนั้น พอร์ตที่ดี จึงควรกระจายลงทุนในหลายประเทศ หลายอุตสากรรม และมีสินทรัพย์อื่นๆ นอกเหนือจากหุ้น เช่น ตราสารหนี้ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ

      ยกตัวอย่างเช่น Global ETF ที่กระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก พร้อมกับมีตราสารหนี้คุณภาพดีเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต และมีแผนให้เลือกตามระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน เมื่อตลาดผันผวน พอร์ตไม่กระทบมากนักการลงทุนระยะยาวให้ถึงเป้าหมายก็ราบรื่นมากขึ้น

      ไม่ต้องเสี่ยงเกินไปด้วย Core & Satellite

      สำหรับคนที่อยากลงทุนระยะยาว แต่ยังอยากมีพื้นที่สำหรับมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม แนวคิด Core & Satellite อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

      โดยแบ่ง ‘พอร์ตหลัก’ (Core Portfolio) ประมาณ 80% ลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนไม่มาก เช่น พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุม ลงทุนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ สามารถ DCA อย่างสม่ำเสมอ คาดหวังการเติบโตระยะยาวแบบไม่หวือหวาแต่สามารถค่อยๆ โตได้เรื่อยๆ 

      ส่วนอีก 20% สามารถนำไปลงทุนใน ‘พอร์ตรอง (Satellite Portfolio) ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้นธีมเมกะเทรนด์ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

      ข้อดีคือ แม้การลงทุนในส่วน Satellite จะผิดพลาดบ้าง ก็ยังไม่กระทบเป้าหมายหลักของพอร์ตมากนัก เพราะมีส่วน Core รองรับไว้อยู่แล้ว

      โฟกัสที่การลงทุนระยะยาว

      อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร มีทั้งขาขึ้นที่เต็มไปด้วยความคึกคัก และขาลงที่เต็มไปด้วยความน่ากังวล

      ไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะร่วงวันไหน หรือจะกลับมาฟื้นตัวเมื่อไหร่

      แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ คือการมีแผนการลงทุนที่ดี และยึดมั่นกับแผนนั้นแม้ในวันที่ตลาดผันผวน

      สุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนระยะยาว มักเป็นรางวัลของคนที่อยู่กับตลาดได้นานพอ ไม่ใช่คนเอาแต่จะหนีออกมาเป็นผู้ชมอยู่ข้างสนาม แล้วสุดท้ายก็กลับลงไปไม่ทัน


      ผู้เขียน 

      Jitta Wealth

      บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01