Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

วางแผนเกษียณยังไงให้เงินไม่หมด? เจาะลึกสูตรลงทุน 8% ถอนใช้ 5%


All Category

ไฮไลต์

  • แก้ความกลัวเรื่อง ‘เงินหมดก่อนตาย’ ทำได้ด้วยการไม่เก็บเงินไว้เฉยๆ แต่ต้องให้เงินทำงานต่อหลังเกษียณ 
  • ถอน 5% ทำได้จริง และไม่เสี่ยงเงินหมดก่อน อย่างที่หลายคนกังวล เพราะเป็นระบบถอน 5% ตามมูลค่าพอร์ตปัจจุบัน ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว (พอร์ตโต = มีเงินใช้เยอะขึ้น / พอร์ตลดลง = ถอนน้อยลง) ทำหน้าที่เป็นระบบป้องกันความเสี่ยงให้เงินต้นโดยอัตโนมัติ
  • ถ้าโชคร้ายหุ้นตกตอนเกษียณ พอร์ตจะพังไหม? ข้อมูลจำลองย้อนหลัง 33 ปี (กว่า 10,000 เหตุการณ์) พิสูจน์แล้วว่า เงินจะไม่หายวับไปทันที แม้เจอวิกฤติหนักระดับโลก ก็ยังถอนออกมาใช้ได้ขั้นต่ำราว 415,000 บาท/ปี
  • เคล็ดลับที่ช่วยให้พอร์ตอยู่รอดในโลกความจริง คือ ‘ความยืดหยุ่น’ หากเจอวิกฤติแค่ปรับลดไลฟ์สไตล์ชั่วคราว ควบคู่กับพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงไว้ดีอยู่แล้ว การที่คุณจะเกษียณแล้วมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตสามารถเป็นจริงได้

สำหรับมนุษย์เงินเดือน การ วางแผนเกษียณ มักมาพร้อมกับคำถามยอดฮิตที่ว่า “ต้องมีเงินเท่าไหร่?” และจะบริหารเงินยังไงให้มีใช้ไปตลอดรอดฝั่ง

เมื่อพูดถึงการลงทุน หลายคนกังวลว่าถ้าโชคร้ายเกษียณปุ๊บ ตลาดหุ้นพังปั๊บ เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตจะหายวับไปหรือเปล่า?

บทความนี้จะพาเจาะลึกแนวคิด สูตร 5-8-10 จาก Jitta Wealth ที่มุ่งเน้นการวางแผนเกษียณตั้งแต่เริ่มปั้นพอร์ต ไปจนถึงการถอนเงินออกมาใช้ 

ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน ตัวเลข 5 หรือก็คือการถอนใช้ปีละ 5% และ 8 หรือก็คือตัวเลขผลตอบแทน 8% ต่อปี สามารถทำได้จริงหรือไม่

โดยตั้งต้นที่ 5 คือ การถอนใช้ปีละ 5% เพื่อคำนวณว่าต้องมีพอร์ตตั้งต้นกี่บาท ถึงจะถอนใช้ได้ในจำนวนที่ต้องการ

และดูว่าจัดพอร์ตลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี และการถอนใช้ 5% ในโลกแห่งความเป็นจริงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน จะทำให้ ‘เงินหมด’ อย่างที่หลายคนกังวลจริงหรือไม่?

รู้จักสูตร 5-8-10: เข็มทิศสู่การเกษียณสบาย

แนวคิด 5-8-10 เป็นสูตรที่ย่อยแผนระยะยาวให้เข้าใจง่าย และสามารถเริ่มวางแผนเกษียณได้ทันที โดยมีองค์ประกอบดังนี้:

  • เลข 5: ถอนใช้ปีละ 5% ตามมูลค่าพอร์ต เพื่อคำนวณว่าต้องมีพอร์ตตั้งต้นกี่บาท ถึงจะถอนใช้ได้ในจำนวนที่ต้องการ
  • เลข 8: ตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 8% ต่อปี ทั้งตอนที่เริ่มลงทุนปั้นพอร์ต ไปจนถึงวันเกษียณ ที่ถอนออกมาใช้ แล้วปล่อยเงินที่เหลือลงทุนต่อ
  • เลข 10: เพิ่มเงินลงทุนทุกปี 10% ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น วิธีที่จะช่วยให้คุณสามารถสร้างพอร์ตเกษียณ โดยเริ่มจากเงินจำนวนน้อยๆ เช่นหลักพัน ไปจนถึงหลักสิบล้านได้

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ: เกษียณต้องมีเงินเท่าไร? วางแผนง่ายๆ ด้วยสูตร 5-8-10

ซึ่งสิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ ‘การถอนเงินปีละ 5% ตามมูลค่าพอร์ต’ และ การลงทุนให้ได้ ‘ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี’ สามารถทำได้จริงไหม

อินโฟกราฟิกหัวข้อ "เกษียณแล้ว ถอนเงินใช้ปีละ 5% ถ้าหุ้นตก เงินจะหมดไหม?" จาก Jitta Wealth อธิบายว่าความลับที่ทำให้พอร์ตไม่พังคือ 'ความยืดหยุ่น' โดยถอน 5% จากมูลค่าพอร์ต ณ ขณะนั้น ทำให้ช่วงตลาดขาลงจะถอนได้เงินน้อยลงเพื่อจำกัดการดึงเงินต้นออกมา พร้อมแสดงผลจำลอง 10,000 เหตุการณ์ ด้วยพอร์ตเริ่มต้น 10 ล้านบาท ถอนใช้ 5% ตลอด 30 ปี พบว่ากรณีปกติพอร์ตจะโตถึง 29.4 ล้านบาท และแม้โชคร้ายเจอวิกฤติหุ้นตกซ้ำซ้อน พอร์ตก็ยังมีมูลค่าต่ำสุดที่ 7.9 ล้านบาท สรุปว่าแม้เจอวิกฤติหนักก็ยังมีเงินใช้ เพียงแค่ปรับลดไลฟ์สไตล์ชั่วคราว พอร์ตก็รอดได้

เจาะลึกตัวเลข 8% แกนสำคัญของการวางแผนเกษียณ

ตัวเลข 8% หรือก็คือ การตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 8% ต่อปี

เป็นแกนสำคัญที่จะทำงานร่วมกับ เลข 10 ในช่วงเริ่มต้นสร้างพอร์ตเกษียณให้ถึงเป้าหมาย และทำงานร่วมกับเลข 5 ในช่วงการบริหารพอร์ตหลังเกษียณ 

เพราะหากเราเกษียณแล้วหยุดลงทุน เงินที่มีก็จะลดลงไปเรื่อยๆ กลับกัน หากเรานำเงินที่เหลือจากการถอนใช้แต่ละปี ปล่อยให้ลงทุนต่อบนผลตอบแทน 8% ต่อปี เงินส่วนนี้ก็จะมีโอกาสงอกเงย หมุนเวียนกลับมาให้เราใช้จ่ายได้ตลอดรอดฝั่ง

การที่จะได้มาซึ่งตัวเลข 8% ต่อปี สามารถทำได้จริงหากจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม 

จากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นโลกสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวระดับนี้ได้ แต่ต้องแลกมากับความผันผวนในบางปี ซึ่งการบาลานซ์ด้วยตราสารหนี้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้พอร์ตผันผวนน้อยลง และลงทุนระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น 

ตัวอย่างการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียง 8% ได้แก่ Global ETF แผนเติบโตนั่นเอง (ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี จากการทำ Back Test ของ Global ETF แผนเติบโต ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 9.97% ต่อปี)

เจาะลึกตัวเลข ถอน 5% แนวทางบริหารเงินให้มีใช้ไปตลอดชีวิต

หลายคนอาจสงสัยว่า “ถ้าเราถอนเงินออกมาตั้ง 5% ทุกปี เงินต้นจะไม่หดหายไปเรื่อยๆ จนหมดหรือ?”

คำตอบจะชัดเจนขึ้นเมื่อเรานำตัวเลข ถอน 5% มาประกบกับเป้าหมาย ผลตอบแทน 8% ตามสูตรของ Jitta Wealth 

กลไกนี้ทำงานโดยอาศัยส่วนต่างของตัวเลขเพื่อสร้าง ‘เบาะกันกระแทก’ ให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณ

ลองจินตนาการภาพตามง่ายๆ ด้วยสมมติฐานว่าตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยคงที่ตามเป้าหมาย (เพื่อทำความเข้าใจกลไกพื้นฐาน):

  • เงินต้นวันเกษียณ: 10,000,000 บาท
  • ปีที่ 1 ถอน 5%: คุณถอนเงินออกมาใช้ 500,000 บาท (เงินในพอร์ตจะเหลือ 9,500,000 บาท)
  • ให้เงินทำงานต่อ: ระหว่างปี เงิน 9.5 ล้านบาทที่เหลือ ทำผลตอบแทนได้ 8% จะเติบโตขึ้นเป็น 10,260,000 บาท
  • ปีที่ 2 ถอน 5%: มูลค่าพอร์ตโตขึ้น การถอน 5% ในปีนี้จะทำให้คุณมีเงินใช้เพิ่มขึ้นเป็น 513,000 บาท และเงินที่เหลือในพอร์ตก็ยังคงนำไปสร้างผลตอบแทนต่อไป

หัวใจสำคัญคือ ‘ส่วนต่าง 3%’ (ผลตอบแทน 8% หักเงินถอน 5%) ส่วนต่างตรงนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่มันคือ ‘เกราะป้องกันเงินเฟ้อ’ ที่ช่วยให้เงินต้นของคุณค่อยๆ พอกพูนขึ้นในระยะยาว

ซึ่งจะส่งผลให้ฐานการคำนวณ 5% ของคุณใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ทำให้คุณมีเงินใช้จ่ายแต่ละปีเพิ่มขึ้น สอดรับกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นในอนาคต

แต่ในโลกความเป็นจริง ตลาดหุ้นไม่ได้บวก 8% ทุกปี… บางปีหุ้นอาจจะบวก 15% บางปีอาจจะติดลบ 10% นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแนวทางนี้ถึงเน้นย้ำให้ถอน 5% ของ ‘มูลค่าพอร์ต ณ ปัจจุบัน’ 

ปีที่ตลาดหุ้นเติบโตดี: มูลค่าพอร์ตพุ่งทะยาน คุณจะดึง 5% ออกมาเป็นรางวัลชีวิตให้ตัวเองได้มากขึ้น ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือซื้อของที่อยากได้

ปีที่ตลาดหุ้นปรับฐาน หรือเจอวิกฤติ: มูลค่าพอร์ตลดลง จำนวนเงิน 5% ที่คำนวณได้ก็จะลดลงตามไปโดยอัตโนมัติ กลไกนี้จะ ‘บังคับ’ ให้เราดึงเงินต้นออกมาใช้น้อยลงชั่วคราว เพื่อให้พอร์ตมีเวลาฟื้นตัว

เปรียบเทียบ 2 แนวทาง: กฎ 4% คลาสสิก vs สูตร 5% แบบยืดหยุ่น

เมื่อพูดถึงการถอนเงินหลังเกษียณ ทฤษฎีระดับโลกที่คนรู้จักกันดีคือ กฎ 4% จากการศึกษา Trinity Study และบ่อยครั้งที่เกิดคำถามว่า หากปรับมาใช้กฎการถอน 5% แบบ Jitta Wealth จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่?

ซึ่งทั้งสองแนวทางต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ‘เงินต้องไม่หมดก่อนตาย’ แต่ใช้ กลยุทธ์การรับมือกับความผันผวนของตลาด ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสไตล์การใช้ชีวิตของผู้เกษียณ

หัวข้อเปรียบเทียบกฎ 4% สูตรถอน 5% 
หลักการถอนเงินถอน 4% ของเงินต้นในปีแรก จากนั้นปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อทุกปีถอน 5% ของ มูลค่าพอร์ตปัจจุบันในแต่ละปี
จุดเด่นรายได้สม่ำเสมอ: ได้รับเงินรายปีที่คงที่ (เมื่อปรับตามเงินเฟ้อแล้ว) ทำให้วางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ง่ายโอกาสใช้เงินมากขึ้น: ในปีที่ตลาดหุ้นเติบโตดี จะสามารถถอนเงินออกมาใช้จ่ายได้มากกว่าตามขนาดพอร์ต
สิ่งที่ต้องระวังความเสี่ยงที่พอร์ตจะลดลงเร็ว: ในช่วงวิกฤติ หากยังต้องถอนเงินเพิ่มตามเงินเฟ้อ อาจเป็นการดึงเงินต้นออกมามากเกินไปรายรับผันผวน: ในช่วงที่พอร์ตติดลบ จำนวนเงินที่ถอนได้จะลดลงตาม ต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับลดไลฟ์สไตล์ชั่วคราว
เหมาะกับใคร?ผู้ที่ต้องการรายได้ที่คาดเดาได้แน่นอน ไม่ชอบความผันผวน และกังวลเรื่องอำนาจซื้อที่ลดลงจากเงินเฟ้อผู้ที่รับมือกับรายได้ที่แกว่งตัวได้ พร้อมปรับพฤติกรรมรัดเข็มขัดในยามวิกฤติ และอยากใช้ประโยชน์จากพอร์ตตอนตลาดขาขึ้น

สรุปคือ: กฎ 4% มุ่งเน้นไปที่การ ‘รักษากำลังซื้อ’ ส่วนสูตรถอน 5% มุ่งเน้นไปที่การ ‘รักษามูลค่าพอร์ต’ โดยปล่อยให้เงินทำงานอย่างยืดหยุ่นตามสภาพเศรษฐกิจจริง

ถ้าหุ้นตกตอนเกษียณ ถอน 5% เงินจะหมดไหม?

จุดที่นักลงทุนเป็นกังวลคือ Sequence of Returns Risk หรือ ความเสี่ยงที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นจะติดลบในช่วงที่เราเพิ่งเกษียณและเริ่มถอนเงินพอดี

หลายคนมองว่าถ้าเจอวิกฤติแล้วยังถอนใช้ 5% พอร์ตต้องพังแน่ๆ

แต่แบบจำลองของ Jitta Wealth ที่ทดสอบสถานการณ์ตลาดหุ้นถึง 10,000 เหตุการณ์ (อ้างอิงข้อมูลย้อนหลัง 33 ปี) กับพอร์ตลงทุน 10 ล้านบาท ที่จัดพอร์ตตามนโยบาย Global ETF (หุ้น 80% / ตราสารหนี้ 20%) พิสูจน์แล้วว่า:

  • กรณีปกติ (50th Percentile): การถอนเงินออกมาใช้ 5% คุณจะถอนเงินได้ต่ำสุดที่ประมาณ 562,000 บาท/ปี และเมื่อผ่านไป 30 ปี มูลค่าพอร์ตจะเติบโตทะยานไปถึง 29.4 ล้านบาท
  • กรณีโชคร้าย (10th Percentile): หากเจอวิกฤติหนัก ตลาดเป็นขาลงซ้ำซ้อน เงินที่ถอนได้ต่ำที่สุดจะอยู่ที่ 415,000 บาท/ปี แม้มูลค่าพอร์ตจะตกลงไปจุดต่ำสุดที่ 7.9 ล้านบาท แต่เงินก็ไม่ได้หายวับไปทันที
  • กรณีเลวร้ายสุดขีด (1st Percentile): ในประวัติศาสตร์ไม่เคยเกิดขึ้น และจะต้องเป็นวิกฤติที่ร้ายแรงจริงๆ หนักกว่าวิกฤติดอทคอม (ปี 2000) และวิกฤติซับไพรม์ (ปี 2008) คุณก็ยังถอนเงินออกมาใช้ได้ต่ำสุด 212,000 บาท/ปี ซึ่งในความเป็นจริง เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นยากมากๆ หรือหากเกิดขึ้นจริง ก็ไม่ได้แปลว่าเงินของคุณจะหายวับไปทันที คุณยังสามารถปรับแผนการเงินใหม่ได้

การถอน 5% ทำหน้าที่เหมือน ระบบป้องกันความเสี่ยงอัตโนมัติ เพราะเมื่อพอร์ตปรับตัวลง จำนวนเงินที่คุณถอนได้จะลดลงตาม ซึ่งเป็นการจำกัดการดึงเงินต้นออกมาใช้ แต่เมื่อตลาดเติบโตดี คุณก็จะสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ใช้เงินเต็มที่ 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิสูจน์หลักถอน 5% ได้ที่ บทความ: พิสูจน์แล้ว! สูตรเกษียณ 10 ล้าน ถอนใช้ปีละ 5% ทำได้จริง 

บทสรุป: แผนเกษียณที่ดีไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

การมีเงินใช้ตลอดชีพหลังเกษียณไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน การจัดพอร์ตลงทุนให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี ควบคู่ไปกับความมีวินัยและความยืดหยุ่นในการถอนเงิน 5% ตามมูลค่าพอร์ต จะช่วยให้คุณก้าวข้ามความกลัวเรื่องเงินหมดก่อนตายได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือเตรียมตัวเกษียณในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กฎที่สำคัญที่สุดของการวางแผนเกษียณคือ ‘ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้’

ต้องการวางแผนลงทุนเพื่อเกษียณให้เหมาะสมกับตัวเอง สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ฟรี ที่ LINE: @JittaWealth

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวางแผนเกษียณแล้วถอนใช้ปีละ 5% (จากสูตร 5-8-10)

1. ถ้าเจอวิกฤติเศรษฐกิจตอนเพิ่งเกษียณพอดี ควรทำอย่างไร?

จุดเด่นของการถอนเงิน 5% ตามมูลค่าพอร์ต คือหากพอร์ตหดตัว เงินที่เราถอนออกมาจะลดลงตามสัดส่วนอยู่แล้ว ในชีวิตจริงคุณสามารถปรับตัวได้ด้วยการลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยชั่วคราว เพื่อปล่อยให้พอร์ตมีเวลาฟื้นตัวกลับมาเติบโตอีกครั้ง

2. เป้าหมายผลตอบแทน 8% ต่อปี เป็นไปได้จริงหรือในระยะยาว?

เป็นไปได้ หากมีการจัดพอร์ตลงทุนอย่างเหมาะสม โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ทั่วโลก (เช่น Global ETF ที่ลงทุนหุ้นทั่วโลก และตราสารหนี้) และลงทุนระยะยาว

จากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นโลกสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวระดับนี้ได้ แต่ต้องแลกมากับความผันผวนในบางปี ซึ่งการบาลานซ์ด้วยตราสารหนี้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้พอร์ตผันผวนน้อยลง และลงทุนระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น

3. สูตร 5-8-10 เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนวัยไหน?

เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนทุกวัย ยิ่งเริ่มเร็ว (เช่น วัยเริ่มทำงาน) ยิ่งได้เปรียบจากพลังของดอกเบี้ยทบต้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ในแต่ละเดือน สำหรับคนที่ใกล้เกษียณ สูตรนี้ก็ใช้เป็นกรอบในการประเมินเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องเตรียมไว้ได้เช่นกัน


ผู้เขียน 

ธีระพล รักภู่ 

ผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1 (เลขทะเบียน 121553)