Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

อย่าฝากอนาคตไว้กับ S&P 500 ถ้ายังไม่เข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้


All Category Global ETF

ไฮไลต์

  • S&P 500 อาจเสี่ยงกว่าที่หลายคนคิด เพราะหุ้น Big Tech กินสัดส่วนกว่า 35% ของดัชนี
  • การลงทุนใน S&P 500 คือการฝากอนาคตไว้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลัก
  • ช่วงวิกฤติ S&P 500 เคยปรับตัวลงมากกว่า -50%
  • ในปัจจุบันที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั้งในแง่ของภูมิภาค และในแง่ของประเภทสินทรัพย์

S&P 500 คือหนึ่งในดัชนีหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นมากที่สุดเช่นกัน

หลายคนจึงเริ่มต้นลงทุนด้วย S&P 500 เพราะเชื่อว่า แค่ลงทุนในดัชนีนี้ก็กระจายความเสี่ยงมากพอแล้ว เนื่องจากมีหุ้นอยู่ถึง 500 บริษัท และยังเป็นบริษัทระดับโลกแทบทั้งหมด

แต่ความจริงคือ การลงทุนใน S&P 500 วันนี้ อาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่หลายคนคิด

และนี่คือประเด็นสำคัญ ที่นักลงทุนระยะยาวไม่ควรมองข้าม

S&P 500 ไม่ได้กระจายความเสี่ยงอย่างที่คิด

แม้ S&P 500 จะประกอบไปด้วยหุ้นขนาดใหญ่ถึง 500 บริษัท แต่ไม่ได้หมายความว่า ความเสี่ยงจะถูกกระจายออกไปอย่างสมบูรณ์

เพราะในความเป็นจริง ดัชนีนี้ยังคงพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลัก ทั้งในด้านนโยบายการเงิน ค่าเงิน และทิศทางเศรษฐกิจโดยรวม

หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตแข็งแกร่ง พอร์ตลงทุนก็อาจเติบโตต่อได้ดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศที่เติบโตดีที่สุดในโลกจะยังเป็นสหรัฐฯ อยู่หรือไม่

หากวันหนึ่งเอเชีย หรือยุโรป เริ่มเติบโตได้โดดเด่นกว่าเดิม พอร์ตที่ลงทุนใน S&P 500 เพียงอย่างเดียว ก็อาจให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกไปอีกหลายปีได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักลงทุนถึงควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนในระดับภูมิภาค

อย่าฝากอนาคตไว้กับ S&P 500 ถ้ายังไม่เข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้

หุ้น Big Tech มีอิทธิพลต่อ S&P 500 สูงขึ้นเรื่อยๆ

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้ คือ แม้ S&P 500 จะมีหุ้นถึง 500 บริษัท แต่ผลตอบแทนของดัชนีในช่วงหลัง กลับถูกขับเคลื่อนโดยหุ้น Big Tech เพียงไม่กี่ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบัน หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี มีสัดส่วนมากกว่า 35% ของดัชนี S&P 500 แล้ว

ตัวอย่าง Sector Weighting ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ได้แก่

  • เทคโนโลยี 35.86%
  • บริการการเงิน 11.79%
  • บริการสื่อสาร 11.35%
  • สินค้าอุปโภคบริโภคตามวัฏจักรเศรษฐกิจ 10.25%
  • เฮลธ์แคร์ 8.41%

ในช่วงที่ผ่านมา การเติบโตของ AI และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ช่วยผลักดันให้ S&P 500 ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นมาก

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็หมายความว่า หากวันหนึ่งหุ้นกลุ่ม Big Tech เริ่มชะลอตัว ดัชนีในภาพรวมก็อาจได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก finance.yahoo

อย่าลืมว่า S&P 500 คือหุ้นล้วน 100%

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญ คือ S&P 500 เป็นการลงทุนในหุ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะลงทุนผ่าน ETF หรือกองทุนรวม สุดท้ายการลงทุนใน S&P 500 ย่อมหมายถึงการลงทุนในหุ้น 500 บริษัทนั่นเอง

ในช่วงตลาดขาขึ้น เรื่องนี้อาจเป็นข้อดี เพราะพอร์ตมีโอกาสเติบโตได้เร็วแบบทบต้น โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ เติบโตต่อเนื่อง

แต่ในช่วงวิกฤติ ความผันผวนของพอร์ตอาจรุนแรงกว่าที่หลายคนรับได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างในปี 2008 ช่วงวิกฤติการเงินโลก S&P 500 เคยปรับตัวลงมากกว่า -50% และใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นกลับมาสู่ระดับเดิม

แม้ในระยะยาว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังเติบโตได้ดี แต่ระหว่างทาง นักลงทุนจำนวนมากก็อาจขายพอร์ตทิ้งก่อน เพราะรับความผันผวนไม่ไหว

ซึ่งนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญว่า ทำไมการกระจายความเสี่ยงในแง่ของสินทรัพย์ ถึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการลงทุนระยะยาว

รู้จัก S&P 500 มากขึ้นได้ที่นี่

แล้วนักลงทุนควรทำอย่างไร?

ปัจจุบัน การลงทุนใน S&P 500 ยังเป็นตัวเลือกที่ดี แต่คุณจะต้องพิจารณากระจายความเสี่ยงเพิ่ม ทั้งในแง่ของภูมิภาค กระจายไปยังตลาดหุ้นประเทศที่มีโอกาสเติบโตอื่นๆ 

และในแง่ของสินทรัพย์ การมีตราสารหนี้ ที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับหุ้น (เช่นหุ้นตก ตราสารหนี้จะขึ้น) จะช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ต และเพิ่มโอกาสเติบโตในทุกสภาวะตลาด

กระจายความเสี่ยงครอบคลุมด้วย Global ETF

Global ETF ของ Jitta Wealth คือพอร์ตลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงให้ครอบคลุมทั้งในแง่ของภูมิภาคและสินทรัพย์โดยลงทุนผ่าน ETF ทั้ง

  • หุ้นสหรัฐฯ
  • หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว
  • หุ้นตลาดเกิดใหม่
  • ตราสารหนี้คุณภาพดี
  • โดยลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมตามหลักการระดับรางวัลโนเบล อย่าง Modern Portfolio Theory ที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนสูงสุดบนกรอบความเสี่ยงที่สามารถรับได้ 

จุดเด่นคือ มีการปรับพอร์ตอัตโนมัติ เพื่อรักษาสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วยให้พอร์ตสามารถเติบโตได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ 

รวมถึงสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ง่าย เพียง 10,000 บาท และเพิ่มทุนครั้งละ 1,000 บาท

สุดท้ายแล้ว การลงทุนระยะยาว อาจไม่ใช่การหาพอร์ตที่โตแรงที่สุดเพียงอย่างเดียว

แต่คือการสร้างพอร์ต ที่ทำให้คุณลงทุนไปจนถึงเป้าหมายการเงินที่ต้องการได้

สนใจกระจายความเสี่ยงผ่าน Global ETF ติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน


ดูวิดีโอ S&P 500 ทำ New High ควรลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ต่อ หรือกระจายพอร์ต? ได้ที่นี่