S&P 500 ยังน่าลงทุน? เปิดสถิติ 152 ปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บวกมากกว่าที่คุณคิด
ไฮไลต์
- สถิติ 152 ปีของ S&P 500 มีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 98 ปี มากกว่าครึ่งของประวัติศาสตร์
- ปีที่ตลาดบวก 10-20% มีถึง 34 ปี ขณะที่ปีที่ติดลบมากกว่า 30% มีเพียง 4 ปีเท่านั้น
- ตามสถิติการลงทุนใน S&P 500 ยิ่งถือยาว โอกาสขาดทุนยิ่งลดลง ลงทุน 10 ปีติดต่อกัน มีโอกาสที่ผลตอบแทนจะเป็นบวกประมาณ 94% ลงทุน 20 ปีติดต่อกัน โอกาสที่ผลตอบแทนจะเป็นบวก 100%
- ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา S&P 500 ไม่เคยติดลบเกิน 4 ปีติดต่อกัน สะท้อนว่าตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะยาว
- ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ การซื้อขายตามอารมณ์ เช่น ขายตอนตลาดตก แล้วกลับไปซื้อเมื่อราคาสูง ทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด
ช่วงต้นปี 2026 ตลาดการเงินโลกยังคงปั่นป่วนจากข่าวสงคราม โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทนี้โดยตรง ส่งผลต่อความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่ลงทุนใน S&P 500 หรือที่กำลังจะเริ่มลงทุน
ซึ่งบทความนี้จะมาตอบคำถามในมุมมองการลงทุนระยะยาว ว่า S&P 500 ตอนนี้ยังน่าลงทุนไหม?
สถิติ 152 ปี S&P 500 โอกาสกำไรมากกว่าครึ่ง
หลายคนอาจคิดว่าดัชนีนี้มีประวัติแค่ประมาณ 60 ปี แต่จริงๆ แล้วถ้าย้อนรากของมันไป จะมีข้อมูลย้อนหลังได้ถึง 152 ปี
เริ่มตั้งแต่ปี 1870 โดยช่วงแรกใช้ชื่อว่า Standard Statistics 90-Stock Index เป็นดัชนีที่รวม 90 บริษัทใหญ่ของสหรัฐฯ เอาไว้ด้วยกัน ออกโดย Standard Statistics Company
แต่หลังปี 1957 หรือ 69 ปีก่อน Standard Statistics ควบรวมกิจการกับ Poor’s Publishing กลายเป็นบริษัท Standard & Poor’s เจ้าของดัชนี Standard and Poor’s 500 หรือที่ย่อว่า S&P 500 อย่างทุกวันนี้
จากข้อมูล 152 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ปีที่ตลาดให้ผลตอบแทนเป็นบวก มีมากถึง 98 ปี หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ของดัชนี โดยให้ผลตอบแทนในช่วง 10-20% มากที่สุด (34 ปี)
ขณะที่ปีที่ติดลบมากกว่า 30% มีเพียง 4 ปีจาก 152 ปีเท่านั้น โดยปีที่ติดลบหนักที่สุด 40-50% เกิดขึ้นในปี 1931 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Great Depression)

ยิ่งลงทุนนาน โอกาสขาดทุนยิ่งต่ำ
เมื่อดู Rolling Return หรือค่าผลตอบแทนทบต้นต่อปีของ S&P 500 ระหว่างปี 1928-2025 พบว่า ยิ่งอยู่ในตลาดนานเท่าไหร่ โอกาสขาดทุนก็ยิ่งลดลง
ยกตัวอย่างเช่น
ลงทุน 1 ปี
- โอกาสกำไรสูงสุด +52.56% ต่อปี
- โอกาสขาดทุนสูงสุด -43.84%
ลงทุน 10 ปี ติดต่อกัน
- โอกาสกำไรสูงสุด +20.11% ต่อปี
- โอกาสขาดทุนสูงสุด -1.67%
ลงทุน 20 ปี ติดต่อกัน
- โอกาสกำไรสูงสุด +17.70% ต่อปี
- โอกาสขาดทุนสูงสุด ไม่มี
- ผลตอบแทนต่ำสุดก็ยังกำไร +2.37%
นั่นหมายความว่า หากถือ S&P 500 ยาวถึง 20 ปี ยังไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่ขาดทุนเลย

โอกาสกำไร เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
เมื่อดูในแง่ความน่าจะเป็น ภาพจะยิ่งชัดเจนขึ้น โดยจากสถิติในช่วงเวลาเดียวกัน (1928-2025) หรือประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา พบว่า
- ลงทุน 1 ปี มีโอกาสกำไรประมาณ 73%
- ลงทุน 10 ปี โอกาสกำไรเพิ่มเป็น 94%
- แต่หากลงทุนยาว 20 ปี โอกาสกำไรจะเพิ่มเป็น 100%
กล่าวคือ ยิ่งอยู่ในตลาดนานเท่าไหร่ โอกาสกำไรก็ยิ่งสูงขึ้น

ความผันผวนระยะสั้นเป็นเรื่องปกติ
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นมีทั้งขาขึ้นและขาลง แม้ในระยะยาว การลงทุนใน S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่ในระยะสั้น ก็มีโอกาสขาดทุนได้เช่นกัน
จากสถิติพบว่า
- S&P 500 มีโอกาสติดลบ 2 ปีติดต่อกันประมาณ 8%
- ติดลบ 3 ปีติดประมาณ 4%
- ติดลบ 4 ปีติดประมาณ 1%
แต่ที่น่าสนใจคือ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ตลาดยังไม่เคยติดลบเกิน 4 ปีติดต่อกัน สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำว่า การลงทุนระยะยาวใน S&P 500 เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร และลดการขาดทุนได้

ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ คืออารมณ์
แม้สถิติ 152 ปีที่ผ่านมา การลงทุนใน S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าลบ และส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 10-20% ก็ตาม แต่ผลตอบแทนของนักลงทุนจำนวนมาก อาจต่ำกว่านั้นมาก
ที่เป็นแบบนี้ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักตัดสินใจตามอารมณ์ เช่น ขายหุ้นตอนที่ตลาดตก แล้วกลับเข้าไปซื้ออีกครั้งตอนที่ราคาแพงไปแล้ว ซึ่งอาจได้ผลตอบแทนเพียง 2-3% ต่อปี แม้ลงทุนในตลาดเดียวกัน
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่ดัชนี S&P 500 ไม่น่าลงทุน หรือ S&P 500 ไม่ดีแล้ว ไม่สามารถไปต่อได้แล้ว แต่ปัญหาคือ นักลงทุนจำนวนมากยังอยู่ในตลาดไม่นานพอ และการตัดสินใจผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ รวมกันก็กระทบผลตอบแทนระยะยาวอย่างมหาศาล
กลยุทธ์ Core & Satellite ช่วยลดความเครียด
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่า การพูดในลักษณะข้างต้นนั้นง่าย แต่เวลาเผชิญกับการขาดทุนหนักๆ ของจริง เช่น 30-40% ในระยะเวลาอันสั้น การรับมืออาจไม่ง่ายอย่างที่คิด
อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวทางที่ช่วยให้นักลงทุนรับมือกับความผันผวนดีมากขึ้นได้ นั่นคือ การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite
- Core Portfolio หรือพอร์ตหลักที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เช่น Global ETF หรือ Omni Fund ที่มีการกระจายความเสี่ยง มีการปรับน้ำหนักการลงทุนสม่ำเสมอแบบอัตโนมัติ ช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดทุกโอกาส บนความเสี่ยงที่รับได้
- Satellite Portfolio หรือพอร์ตรองที่เสี่ยงสูงขึ้น เพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดหุ้น หรือธีมการลงทุนที่นักลงทุนสนใจเป็นพิเศษ เช่น Thematic Optimize, Thematic DIY, Jitta Ranking Alpha และ Jitta Ranking
ช่วยให้คุณยังได้สนุกกับการคว้าโอกาสสร้างผลตอบแทนบนความเสี่ยงที่มากขึ้น ในขณะที่หากตลาดไม่เป็นไปอย่างที่คิด พอร์ตโดยรวมก็ยังไม่กระทบมาก เพราะมี Core Port ช่วยพยุงไว้อยู่
ศึกษาข้อมูลการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite เพิ่มเติมได้ที่
- วิธีจัดพอร์ตชนะตลาด: เจาะลึกกลยุทธ์ Core & Satellite จากบทเรียนปี 2568
- จัดพอร์ตการลงทุน แบบ Core & Satellite บริหารความเสี่ยง อุ่นใจในทุกสถานการณ์
หากมีคำถาม หรือสนใจลงทุนแบบ Core & Satellte สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน
ดูวิดีโอ ลงทุน 20 ปีใน S&P 500 “ไม่เคยขาดทุน” จริงไหม? ได้ที่นี่