Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

อายุ 50-60 ปี ลงทุนอะไรดี? วางแผนพอร์ตให้เหมาะก่อนและหลังเกษียณ


All Category Global ETF

ไฮไลต์

  • อายุ 50-60 ปียังเริ่มลงทุนได้ แต่ควรดูว่าเงินแต่ละก้อนจะถูกนำมาใช้เมื่อไร ไม่ใช่ตัดสินจากอายุเพียงอย่างเดียว
  • เงินที่ต้องใช้ในระยะใกล้ควรเน้นสภาพคล่อง ส่วนเงินที่ยังไม่ใช้ในอีกหลายปีสามารถลงทุนต่อเพื่อสร้างโอกาสเติบโตได้
  • พอร์ตสำหรับวัยใกล้หรือหลังเกษียณควรกระจายทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตกับความเสี่ยง

หลายคนเริ่มกังวลเมื่ออายุเข้าใกล้ 50 หรือ 60 ปีว่า “เพิ่งเริ่มลงทุนตอนนี้จะสายเกินไปหรือไม่” บางคนจึงเลือกเก็บเงินทั้งหมดไว้ในบัญชี เพราะกลัวว่าหากตลาดปรับตัวลง จะไม่มีเวลาให้เงินลงทุนกลับมาเติบโตอีกครั้ง

คำตอบคือ อายุ 50-60 ปียังเริ่มลงทุนได้ แต่แนวทางอาจแตกต่างจากคนวัยเริ่มทำงาน เพราะมีเวลารองรับความผันผวนน้อยกว่า และอาจเริ่มนำเงินบางส่วนออกมาใช้ในอีกไม่กี่ปี

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘อายุเท่าไหร่’ แต่คือ เงินแต่ละก้อนจะถูกนำมาใช้เมื่อไหร่

ตัวอย่างเช่น คนอายุ 55 ปีที่ยังทำงานและมีแผนเกษียณในอีก 10 ปี ย่อมวางแผนต่างจากคนอายุ 55 ปีที่กำลังจะเกษียณในอีก 2 ปี รวมถึงคนที่เกษียณแล้วแต่ยังมีรายได้จากบำนาญ ค่าเช่า หรือธุรกิจ

ก่อนเลือกลงทุน ควรตอบคำถาม 4 ข้อนี้ให้ได้ก่อน

  1. เหลือเวลาอีกกี่ปีก่อนเริ่มใช้เงิน
  2. หลังเกษียณต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไร
  3. มีรายได้หลังเกษียณจากแหล่งอื่นหรือไม่
  4. ยอมรับความผันผวนของเงินลงทุนได้มากแค่ไหน

คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้แบ่งเงินและเลือกระดับความเสี่ยงได้เหมาะสมกว่าการจัดพอร์ตจากอายุเพียงอย่างเดียว

3 หลักจัดพอร์ตเมื่อใกล้หรือถึงวัยเกษียณ

การวางแผนลงทุนในวัยนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องขายหุ้นทั้งหมด หรือถือเงินสดเพียงอย่างเดียว แต่คือการแบ่งเงินแต่ละก้อนให้ทำหน้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาที่ต้องการใช้

อายุ 50-60 ปี ลงทุนอะไรดี? วางแผนพอร์ตให้เหมาะก่อนและหลังเกษียณ

1. อย่าดูแค่อายุ ให้ดูว่าเงินจะใช้เมื่อไร

แทนที่จะถามเพียงว่า “อายุ 60 ปีควรลงทุนอะไร” ลองเปลี่ยนเป็นคำถามว่า “เงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้เมื่อไหร่”

เงินที่ต้องใช้ในระยะใกล้ เช่น ค่าใช้จ่ายช่วงแรกหลังเกษียณ ควรเน้นสภาพคล่องและมีความผันผวนต่ำ เพื่อให้สามารถนำออกมาใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง

บางคนอาจกันค่าใช้จ่ายประมาณ 1-3 ปีไว้ในเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ทั้งนี้ จำนวนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย รายได้ประจำหลังเกษียณ และความมั่นคงของรายได้แต่ละคน

ส่วนเงินที่ยังไม่มีแผนใช้ในอีกหลายปี สามารถนำไปลงทุนต่อเพื่อสร้างโอกาสเติบโตและช่วยรักษากำลังซื้อในระยะยาวได้ โดยต้องเลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับเวลาที่เหลือก่อนใช้เงิน

2. ไม่ต้องเร่งตามเป้า ด้วยความเสี่ยงสูง

เมื่อเริ่มลงทุนช้ากว่าคนอื่น หลายคนอาจรู้สึกว่าต้องเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อเร่งให้เงินเติบโตทันเป้าหมาย

แต่ผลตอบแทนที่คาดหวังสูงขึ้นย่อมมาพร้อมความผันผวนที่สูงขึ้น หากตลาดปรับตัวลงในช่วงที่กำลังจะเริ่มใช้เงิน อาจทำให้ต้องขายสินทรัพย์ในราคาที่ขาดทุนและกระทบต่อแผนเกษียณได้

แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือ

  • แยกเงินที่ต้องใช้ระยะใกล้ออกจากเงินลงทุนระยะยาว
  • เลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับเงินแต่ละก้อน
  • เพิ่มเงินออมหรือปรับเป้าหมาย หากแผนเดิมต้องรับความเสี่ยงสูงเกินไป
  • ทบทวนพอร์ตเมื่อเป้าหมาย รายได้ หรือระยะเวลาใช้เงินเปลี่ยนแปลง

เป้าหมายจึงไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุด แต่คือการทำให้เงินพร้อมใช้เมื่อถึงเวลา พร้อมเปิดโอกาสให้เงินส่วนที่ยังไม่ใช้เติบโตต่อได้

3. กระจายทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และเงินสภาพคล่องสูง

วัยใกล้เกษียณยังสามารถมีหุ้นอยู่ในพอร์ตได้ หากเป็นเงินที่ยังไม่มีแผนใช้ในระยะสั้นและสามารถรับความผันผวนได้

เหตุผลคือชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลาหลายสิบปี หากเงินทั้งหมดหยุดเติบโตเร็วเกินไป กำลังซื้ออาจลดลงเมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน การนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในหุ้นก็อาจเสี่ยงเกินไป เพราะตลาดสามารถปรับตัวลงในช่วงที่จำเป็นต้องถอนเงินมาใช้ได้ 

พอร์ตสำหรับวัยใกล้หรือหลังเกษียณจึงอาจประกอบด้วยสินทรัพย์หลายประเภท ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่ต่างกัน

สินทรัพย์หน้าที่
เงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายระยะใกล้และเหตุฉุกเฉิน
ตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวนและสร้างสมดุลให้พอร์ต
หุ้นสร้างโอกาสให้เงินเติบโตในระยะยาว
หุ้นหลายประเทศลดการกระจุกตัวในประเทศหรือตลาดใดตลาดหนึ่ง

การกระจายการลงทุนไม่ได้ทำให้พอร์ตไม่มีโอกาสขาดทุน แต่ช่วยลดการพึ่งพาสินทรัพย์หรือเศรษฐกิจเพียงแห่งเดียว ซึ่งสอดคล้องกับหลักการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

เหลือเวลาก่อนเกษียณต่างกัน ควรวางแผนอย่างไร?

แนวทางจัดพอร์ตไม่ควรกำหนดจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาระยะเวลาก่อนใช้เงินร่วมด้วย

สถานการณ์สิ่งที่ควรให้ความสำคัญแนวทางเบื้องต้น
เหลือประมาณ 10 ปีก่อนเกษียณสร้างการเติบโตควบคู่กับการควบคุมความเสี่ยงยังสามารถลงทุนในหุ้นร่วมกับตราสารหนี้ และทยอยเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
เหลือประมาณ 3-5 ปีก่อนเกษียณลดผลกระทบจากความผันผวนก่อนเริ่มใช้เงินแยกเงินที่จะใช้ในช่วงแรกออกมา และทบทวนว่าสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงยังเหมาะสมหรือไม่
เกษียณแล้วรักษาสภาพคล่องพร้อมเปิดโอกาสให้เงินระยะยาวเติบโตกันเงินสำหรับค่าใช้จ่ายระยะใกล้ ส่วนเงินที่ยังไม่ใช้สามารถลงทุนต่อในระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สัดส่วนที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย รายได้หลังเกษียณ หนี้สิน สุขภาพ ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้เงิน และความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้

ดูกรณีศึกษา: เริ่มลงทุนตอนอายุ 50 ยังไม่ช้า

เรื่องจริงของพยาบาลวัยเกษียณที่เลือกลงทุนใน Global ETF เพื่อวางแผนเงินระยะยาวและส่งต่อเป็นมรดกให้ลูก ในคลิปลงทุนตอน 50 ไม่ช้า! เรื่องจริงพยาบาลเกษียณที่ลงทุน Global ETF เพื่อมรดกลูก | รีวิว Jitta Wealth Ep.2”

วางแผนเกษียณอย่างเป็นระบบด้วย Global ETF

เมื่อแบ่งเงินสำหรับค่าใช้จ่ายระยะใกล้ไว้แล้ว เงินส่วนที่ยังไม่มีแผนใช้ในอีกหลายปีสามารถนำมาลงทุนต่อ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว

สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นและตราสารหนี้ แต่ไม่ต้องการเลือกสินทรัพย์หรือจัดพอร์ตด้วยตัวเอง Global ETF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ลงทุนตามแผนได้อย่างเป็นระบบ

ภายในพอร์ตกระจายการลงทุนผ่าน ETF ไปยังหุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นประเทศกำลังพัฒนา และตราสารหนี้คุณภาพ เพื่อช่วยลดการกระจุกตัวและสร้างสมดุลระหว่างโอกาสเติบโตกับความผันผวน

ผู้ลงทุนสามารถเลือกแผนให้เหมาะกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ พร้อมระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติ ซึ่งจะปรับสัดส่วนสินทรัพย์กลับตามนโยบายเมื่อการเคลื่อนไหวของตลาดทำให้พอร์ตเบี่ยงเบนไปจากแผน

Global ETF จึงเหมาะกับเงินส่วนที่ต้องการลงทุนระยะยาว โดยไม่ต้องคอยเลือกตลาด ซื้อขาย หรือปรับสัดส่วนพอร์ตด้วยตัวเองบ่อยๆ ทั้งนี้ เงินที่จำเป็นต้องใช้ในระยะใกล้ควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและความเสี่ยงเหมาะสม

ไม่แน่ใจว่าควรเลือกแผนไหนให้เหมาะกับเป้าหมายเกษียณ?

ปรึกษาเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนฟรีได้ที่ LINE @JittaWealth หรือโทร. 02-460-8888

หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อศึกษารายละเอียดและเปิดบัญชีลงทุนได้ทันที


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อายุ 50-60 ปี ควรลงทุนอะไรดี?

พอร์ตที่เหมาะสมอาจประกอบด้วยเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงสำหรับค่าใช้จ่ายระยะใกล้ ตราสารหนี้เพื่อช่วยลดความผันผวน และหุ้นเพื่อสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์จากอายุเพียงอย่างเดียว แต่คือการจัดเงินแต่ละก้อนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่จะใช้และความเสี่ยงที่ยอมรับได้

อายุ 60 ปี ยังลงทุนในหุ้นได้ไหม?

ยังลงทุนได้ หากเป็นเงินที่ไม่มีแผนใช้ในระยะสั้น และสามารถรับความผันผวนได้ หุ้นช่วยสร้างโอกาสให้เงินเติบโตในระยะยาว แต่สัดส่วนที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับระยะเวลาใช้เงิน รายได้หลังเกษียณ และสินทรัพย์ส่วนอื่นในพอร์ต

คนวัยเกษียณควรถือเงินสดเท่าไร?

ไม่มีตัวเลขที่เหมาะกับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายและรายได้หลังเกษียณ บางคนอาจกันค่าใช้จ่ายประมาณ 1-3 ปีไว้ในเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูง ขณะที่ผู้มีบำนาญหรือรายได้ประจำอาจไม่จำเป็นต้องกันเงินในสัดส่วนเท่ากัน

สิ่งสำคัญคือมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายระยะใกล้ โดยไม่ต้องรีบขายสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวน

คนใกล้เกษียณควรลงทุนในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์?

ไม่มีสัดส่วนหุ้นที่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่ยังมีเวลาอีกหลายปีก่อนใช้เงิน มีรายได้หลังเกษียณสม่ำเสมอ และรับความผันผวนได้ อาจถือหุ้นได้มากกว่าผู้ที่กำลังจะเริ่มใช้เงินในเร็วๆ นี้

จึงควรเริ่มจากการแบ่งเงินตามช่วงเวลาที่จะใช้ แล้วจึงกำหนดสัดส่วนหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์สภาพคล่องสูงให้เหมาะกับเงินแต่ละส่วน

อายุ 50 ปี ควรลงทุนเงินก้อนหรือ DCA?

ขึ้นอยู่กับเงินที่มีอยู่และความสบายใจต่อความผันผวน หากยังมีรายได้ประจำ การลงทุนแบบ DCA ช่วยสร้างวินัยและกระจายจังหวะเข้าลงทุน ส่วนผู้ที่มีเงินก้อนสามารถเลือกลงทุนครั้งเดียวหรือทยอยลงทุนก็ได้

การทยอยลงทุนอาจช่วยให้รับความผันผวนระหว่างทางได้ง่ายขึ้น แต่เงินส่วนที่ยังไม่ได้นำไปลงทุนอาจเสียโอกาสเติบโต จึงควรเลือกวิธีที่เหมาะกับระยะเวลาและระดับความเสี่ยงของตัวเอง


ผู้เขียน

Jitta Wealth

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01