เงินเฟ้อกระทบอนาคตลูกอย่างไร? วางแผนลงทุนให้ลูก ตั้งแต่วันนี้
ไฮไลต์
- เงินเฟ้อทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมมีอำนาจซื้อลดลง ค่าใช้จ่ายที่เตรียมไว้ให้ลูกในวันนี้จึงอาจเพิ่มขึ้นเมื่อถึงวันที่ต้องใช้จริง
- หากค่าเรียนมหาวิทยาลัยวันนี้อยู่ที่ 500,000 บาท และสมมติค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี อีก 20 ปีข้างหน้าอาจต้องเตรียมเงินประมาณ 903,000 บาท
- การวางแผนเพื่อลูกจึงควรประเมินค่าใช้จ่ายจากราคาในอนาคต พร้อมคำนวณย้อนกลับว่าควรเตรียมเงินเท่าไรในแต่ละเดือน
- สำหรับเป้าหมายระยะยาว การลงทุนเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเอาชนะเงินเฟ้อ สร้างโอกาสให้เงินเติบโตระหว่างทาง เพื่อเตรียมพร้อมรับค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
พอเริ่มวางแผนอนาคตให้ลูก เราอาจลองหาข้อมูลว่า ค่าเทอมโรงเรียนที่อยากให้ลูกเรียนอยู่ที่เท่าไร มหาวิทยาลัยต้องเตรียมเงินกี่บาท หรือถ้าอยากส่งเรียนต่อต่างประเทศต้องมีเงินก้อนแค่ไหน
เมื่อได้ตัวเลขมาแล้ว หลายคนก็เริ่มเก็บเงินตามเป้าหมายนั้น เช่น ถ้าวันนี้ค่าเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่ 500,000 บาท ก็อาจตั้งเป้าว่า ก่อนลูกเข้ามหาวิทยาลัยจะต้องมีเงินให้ได้ 500,000 บาท
แต่มีอีกปัจจัยที่พ่อแม่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ เงินเฟ้อ เพราะเงินที่ตั้งใจเตรียมไว้จากการประมาณการในวันนี้ อาจเพิ่มขึ้นมากในวันที่ลูกโต
ยิ่งเป็นเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปหลายปี การวางแผนจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบจากเงินเฟ้อด้วย
เงินเฟ้อทำให้เงินที่เตรียมไว้ให้ลูกมีมูลค่าลดลงอย่างไร?
เงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เงินจำนวนเท่าเดิมสามารถซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง หรือที่เรียกว่า อำนาจซื้อของเงินลดลง
ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เงิน 100 บาทอาจซื้อของได้ 2 ชิ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากของชิ้นเดิมมีราคาสูงขึ้น เงิน 100 บาทก็อาจซื้อได้ไม่เท่าเดิม แม้จำนวนเงินในมือจะไม่ได้ลดลงเลยก็ตาม
หลักการเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเงินที่เราเตรียมไว้ให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล ค่าครองชีพ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในอนาคต เพราะกว่าจะถึงวันที่ต้องใช้จริง ราคาอาจเปลี่ยนไปจากวันนี้แล้ว
ค่าใช้จ่ายเพื่อลูกในวันนี้ อีก 20 ปีอาจเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เรามาลองคำนวณกันว่า สมมติวันนี้ค่าเรียนมหาวิทยาลัยตลอดหลักสูตรที่เราอยากเตรียมไว้ให้ลูกอยู่ที่ 500,000 บาท และลูกจะต้องใช้เงินก้อนนี้ในอีก 20 ปี
หากสมมติให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี (จากเงินเฟ้อ) เมื่อถึงวันนั้น ค่าใช้จ่าย 500,000 บาทที่คุณคิดว่าเพียงพอในวันนี้ อาจต้องใช้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 903,000 บาท
เท่ากับว่า เป้าหมายของพ่อแม่ยังเป็นเรื่องเดิม คือการเตรียมค่าเรียนมหาวิทยาลัยให้ลูก แต่จำนวนเงินที่ต้องเตรียมอาจเพิ่มขึ้นกว่า 403,000 บาท จากผลของราคาที่เพิ่มขึ้นตลอด 20 ปี
ลองคิดดูเล่นๆ ว่า เมื่อถึงวันนั้น เงินที่คุณคิดว่าพอ ‘กลับไม่พอ’ ลูกอาจต้องพลาดความฝันบางอย่างไปเลยก็ได้
ดังนั้น หากเป็นเป้าหมายที่ยังอยู่อีกหลายปี การทยอยเก็บเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การลงทุนจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยสร้างโอกาสให้เงินที่เตรียมไว้เติบโตระหว่างทาง เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ และเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในอนาคต

พ่อแม่ควรวางแผนรับมือกับเงินเฟ้ออย่างไร?
ถ้ารู้แล้วว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตอาจสูงกว่าราคาที่เห็นในวันนี้ จุดเริ่มต้นคือการลองคำนวณให้ไกลถึง วันที่ลูกต้องใช้เงินจริง ว่าควรเตรียมเงินไว้ประมาณเท่าไร
เริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน 3 อย่าง
- เป้าหมาย — เตรียมเงินไว้เพื่ออะไร
- จำนวนเงิน — วันนี้เป้าหมายนั้นมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร
- ระยะเวลา — เหลืออีกกี่ปีจนถึงวันที่ต้องใช้เงิน
จากนั้นนำเงินเฟ้อเข้ามาประกอบการคำนวณ เพื่อประเมิน เป้าหมายเงินก้อนในอนาคต แล้วคำนวณย้อนกลับว่า จากวันนี้เราควรทยอยเก็บหรือลงทุนเดือนละประมาณเท่าไร จึงจะมีโอกาสไปถึงจำนวนเงินที่ต้องการ
อยากรู้ว่าอนาคตต้องใช้เงินเท่าไหร่ ลองคำนวณเองได้ง่ายๆ
เพื่อจะได้เตรียมเงินเผื่อเป้าหมายได้ถูกต้องมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินค่าใช้จ่ายของลูกในอนาคตเบื้องต้น ด้วยสูตรที่เรียกว่า มูลค่าเงินในอนาคต (Future Value) ดังนี้:
สูตร: ราคาในอนาคต = ราคาปัจจุบัน × (1 + อัตราเงินเฟ้อ) ยกกำลังด้วย จำนวนปี
ลองกดเครื่องคิดเลขตามตัวอย่าง:
- ราคาปัจจุบัน (เช่น ค่าเทอม) = 500,000 บาท
- อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย (ทั่วไปประเมินไว้ที่ 3% หรือ 0.03)
- ระยะเวลา (ลูกจะเข้าเรียนในอีก) = 20 ปี
- วิธีคำนวณ: 500,000(1+0.03)20 = 903,055 บาท
เมื่อรู้แล้วว่าเงินเฟ้อทำให้ต้องเตรียมตัวเพิ่มขึ้นยังไง ก็สามารถใช้เครื่องมือช่วยได้นั่นก็คือ ‘การลงทุน’
เป้าหมายแพงขึ้น เงินที่เตรียมไว้ก็ต้องมากขึ้นด้วย
การเตรียมเงินสำหรับอนาคตลูกจึงไม่ได้มีเพียงการสะสมเงินให้ได้ตามจำนวนที่ตั้งไว้ เพราะสำหรับเป้าหมายที่ยังอยู่ไกล เราสามารถใช้ การลงทุน เข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เงินเติบโตระหว่างทางได้
เช่น หากต้องเตรียมค่าเรียนมหาวิทยาลัยในอีก 20 ปี การเริ่มลงทุนตั้งแต่ลูกยังเล็ก ทำให้มีเวลาทยอยสะสมเงินและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่แล้วค่อยเริ่ม
เรายังสามารถเลือกกระจายการลงทุนให้เหมาะกับระยะเวลาและความเสี่ยงที่รับได้ เพื่อไม่ต้องฝากเป้าหมายสำคัญของลูกไว้กับสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว
เพราะในช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายของลูกค่อยๆ เพิ่มขึ้น เงินที่เราเตรียมไว้ก็สามารถมีโอกาสเติบโตได้เช่นกัน และยิ่งเริ่มเร็ว ก็ยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานก่อนถึงวันที่ลูกต้องใช้จริง
เอาชนะเงินเฟ้อเพื่ออนาคตลูกกับ Omni Fund
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีเป้าหมายอยากซัปพอร์ตอนาคตลูกในอีกหลายปีข้างหน้า อยากสร้างโอกาสให้เงินที่เตรียมไว้เติบโต Omni Fund เป็นอีกทางเลือกที่สามารถเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่วันนี้
Omni Fund เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท จึงสามารถทยอยลงทุนตามกำลังของครอบครัว พร้อมกระจายการลงทุนทั่วโลกผ่านกองทุนรวมคุณภาพ ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ช่วยลดการพึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยจัดสรรและปรับพอร์ตอัตโนมัติ เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากลงทุนระยะยาว แต่ไม่มีเวลาคอยเลือกกองทุนหรือติดตามพอร์ตด้วยตัวเองตลอดเวลา
Omni Fund แผนเติบโตมีผลตอบแทนเฉลี่ยจากการทดสอบย้อนหลังปี 2559–2568 ที่ 7.88% ต่อปี*
ในระยะยาวการลงทุนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ส่วนต่างของผลตอบแทนที่เหลือก็จะช่วยสร้างโอกาสให้ เงินก้อนนั้นเติบโตขึ้นได้ด้วย ไม่ใช่เพียงเอาชนะเงินเฟ้อเพื่อรักษาอำนาจซื้อเท่านั้น
เราอาจไม่รู้ว่าในวันที่ลูกโตขึ้น ค่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน แต่เราสามารถเริ่มวางแผนเพื่อเขาอย่างรอบคอบ และค่อยๆ เตรียมเงินสำหรับวันนั้นได้ตั้งแต่วันนี้
ลองคำนวณเงินที่ต้องลงทุนให้ลูกในแต่ละเดือน และเริ่มวางแผนอนาคตให้เขาได้ที่ ลงทุนให้ลูกกับ Jitta Wealth
*ผลตอบแทนของ Omni Fund แผนเติบโต จากการทดสอบย้อนหลัง (Back test) ด้วยข้อมูลปี พ.ศ. 2559–2568 ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนในอนาคต
ดูวิดีโอ ลงทุนให้ลูกเดือนละ 1,000 บาท จะถึงล้านเมื่อไหร่? เปิดพอร์ตจริง DCA 6 ปี ได้ที่นี่
ผู้เขียน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01