Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

Checklist ก่อนเริ่มลงทุนให้ลูก 5 เรื่องที่พ่อแม่ควรเช็กให้ครบ


All Category

ไฮไลต์

  • ก่อนลงทุนให้ลูก ควรกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาที่ต้องใช้เงินให้ชัด เพื่อเลือกแนวทางการลงทุนให้เหมาะสม
  • สำรวจสถานะการเงินของครอบครัวว่ามีเงินสำหรับลงทุนได้เท่าไร โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายและภาระทางการเงินอื่น
  • เลือกระดับความเสี่ยงที่รับไหว ไม่จำเป็นต้องมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเสมอไป
  • รูปแบบการลงทุนควรเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่ด้วย หากไม่มีเวลาดูแลพอร์ตเอง สามารถเลือกการลงทุนที่มีระบบช่วยจัดสรรและปรับพอร์ตอัตโนมัติได้

พอมีลูก หลายคนอาจมีความคิดคล้ายๆ กันว่า “อยากเก็บเงินก้อนหนึ่งไว้ให้เขา” ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าเรียนต่อต่างประเทศ หรือเงินตั้งต้นชีวิตในวันที่เขาโตขึ้น

แต่นอกจากการเก็บเงินไว้ในบัญชี การ ลงทุนให้ลูก ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เงินที่ค่อยๆ สะสม มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับระยะเวลาที่ยังเหลืออยู่ก่อนถึงวันที่ต้องใช้จริง

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเริ่มลงทุน คุณพ่อคุณแม่อาจต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า กำลังลงทุนไปเพื่ออะไร ต้องใช้เงินเมื่อไร วันนี้สามารถแบ่งเงินมาลงทุนได้แค่ไหน รวมถึงรับความผันผวนและมีเวลาดูแลการลงทุนมากน้อยเพียงใด

ลองเช็ก 5 Checklist ก่อนเริ่มลงทุนให้ลูก ต่อไปนี้ เพื่อให้แผนลงทุนเหมาะทั้งกับเป้าหมายของลูก และชีวิตของพ่อแม่ที่ต้องเดินต่อไปพร้อมกัน

Checklist 1: ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เงินก้อนนี้มีไว้เพื่ออะไร

คำว่า ‘ลงทุนให้ลูก’ อาจฟังเหมือนเป็นเป้าหมายเดียว แต่จริงๆ แล้วเงินก้อนนี้สามารถมีปลายทางได้หลากหลาย และแต่ละบ้านก็อาจมีเป้าหมายไม่เหมือนกัน

บางครอบครัวอยากเตรียมค่าเทอม บางครอบครัวอยากส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ ขณะที่บางคนอาจอยากมอบเงินก้อนแรกให้ลูกสำหรับเริ่มต้นชีวิตหลังเรียนจบ

ลองเริ่มจากเขียนเป้าหมายออกมาให้ชัด เช่น

  • ค่าเข้าโรงเรียนและค่าเทอม
  • ค่าเรียนพิเศษหรือกิจกรรม
  • ค่าเรียนมหาวิทยาลัย
  • ค่าเรียนต่อต่างประเทศ
  • เงินก้อนสำหรับเริ่มต้นทำงานหรือเริ่มต้นชีวิต
  • เป้าหมายอื่นๆ ที่ครอบครัวอยากเตรียมไว้ให้ลูก

เพราะเมื่อรู้ว่า เงินก้อนนี้มีไว้ทำอะไร เราจะเริ่มประเมินได้ว่าเป้าหมายนั้นต้องใช้เงินประมาณเท่าไร และนำไปสู่คำถามสำคัญข้อต่อไปว่า เรามีเวลาเตรียมเงินก้อนนี้อีกนานแค่ไหน

Checklist 2: รู้ว่าต้องใช้เงินเมื่อไร

เป้าหมายเหมือนกัน แต่ระยะเวลาต่างกัน วิธีเตรียมเงินก็อาจแตกต่างกัน สมมติวันนี้ลูกอายุ 2 ขวบ เงินสำหรับเข้าอนุบาลอาจต้องใช้ภายในไม่กี่ปี แต่เงินสำหรับมหาวิทยาลัยยังมีเวลาเตรียมอีกมากกว่า 10 ปี

แม้ทั้งสองก้อนจะเป็นเงินเพื่อลูกเหมือนกัน แต่ระยะเวลาที่ต่างกันทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยวิธีเดียวกันทั้งหมด

เงินที่ต้องใช้ในเร็วๆ นี้ ควรให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้นและสภาพคล่องมากกว่า เพราะหากนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง แล้วตลาดปรับตัวลงพอดีกับวันที่ต้องจ่ายค่าเทอม เราอาจไม่มีเวลารอให้มูลค่ากลับมา

ลองแบ่งเงินตามระยะเวลาอย่างง่ายๆ ได้เป็น

  • เป้าหมายระยะสั้น — เงินที่ต้องใช้ในอีก 1–3 ปี
  • เป้าหมายระยะกลาง — เงินที่ต้องใช้ในอีกประมาณ 3–10 ปี
  • เป้าหมายระยะยาว — เงินที่ยังมีเวลาอีก 10 ปีขึ้นไป

ยิ่งเป้าหมายอยู่ไกล เรายิ่งมีเวลารับมือกับความผันผวนระหว่างทางได้มากขึ้น และสามารถใช้การลงทุนเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เงินเติบโตในระยะยาวได้

Checklist 3: เช็กสถานะทางการเงิน วันนี้แบ่งมาลงทุนได้เท่าไร

เมื่อรู้เป้าหมายและระยะเวลาแล้ว ขั้นต่อไปไม่ใช่รีบหาว่าอะไรให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ควรกลับมาดูสถานะการเงินของครอบครัวก่อนว่า วันนี้เราสามารถแบ่งเงินมาลงทุนเพื่อเป้าหมายของลูกได้เท่าไร

เพราะการลงทุนให้ลูกอาจกินเวลานานนับสิบปี จำนวนเงินที่เหมาะสมจึงไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนที่มากที่สุด แต่ควรเป็นจำนวนที่ลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือภาระทางการเงินอื่นๆ

ลองสำรวจง่ายๆ จาก

  • รายรับและรายจ่ายของครอบครัว
  • เงินสำรองฉุกเฉิน
  • หนี้สินและภาระที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน
  • เงินสำหรับเป้าหมายอื่นของพ่อแม่
  • เงินที่สามารถแบ่งมาลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อรู้ว่าเรามีเงินลงทุนได้ประมาณเท่าไร ก็สามารถนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับเป้าหมายและระยะเวลาที่มี เพื่อมองหาการลงทุนที่มีโอกาสพาเงินไปถึงเป้าหมาย โดยไม่ต้องกดดันสถานะการเงินของครอบครัวจนเกินไป

Checklist 4: เช็กความเสี่ยงที่รับไหว แล้วเลือกลงทุนให้เหมาะสม

เวลาวางแผนลงทุน เรามักอยากรู้ว่า “ลงทุนอะไรให้ผลตอบแทนดีที่สุด?” แต่สำหรับเงินที่เตรียมไว้ให้ลูก อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ถ้าพอร์ตลดลง เรารับได้มากแค่ไหน?”

การลงทุนที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นพอร์ตที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ควรเป็นพอร์ตที่มีระดับความเสี่ยงเหมาะกับทั้งระยะเวลาของเป้าหมายและความสามารถในการรับความผันผวนของเรา

เพราะต่อให้พอร์ตหนึ่งมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่ถ้าทุกครั้งที่ตลาดปรับตัวลงแล้วทำให้เรากังวลจนอยากถอนเงินออก การลงทุนแบบนั้นก็อาจไม่เหมาะกับเราในระยะยาว

พูดง่ายๆ คือ ลงทุนแล้วต้องยังกินอิ่ม นอนหลับ เลือกพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงเหมาะสม และอยู่กับความผันผวนของมันได้ตลอดเส้นทางจนถึงวันที่ต้องใช้เงินจริง

Checklist 5: สำรวจไลฟ์สไตล์ตัวเอง มีเวลาดูแลพอร์ตแค่ไหน

อีกเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามคือ การลงทุนต้องเข้ากับชีวิตของพ่อแม่ด้วย เพราะหลังมีลูก เวลาที่เคยมีสำหรับตัวเองอาจลดลงอย่างเห็นได้ชัด

บางคนสนุกกับการติดตามตลาด เลือกสินทรัพย์ และปรับพอร์ตด้วยตัวเอง ขณะที่บางคนอาจมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อวัน หรือไม่อยากให้การลงทุนกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องคอยกังวล

ก่อนเลือกวิธีลงทุนจึงลองถามตัวเองว่า เราอยากใช้เวลากับการลงทุนมากแค่ไหน เช่น

  • อยากเลือกกองทุนและจัดสัดส่วนเองหรือไม่
  • มีเวลาติดตามสถานการณ์ตลาดแค่ไหน
  • สามารถทบทวนและปรับพอร์ตเองเป็นระยะได้หรือไม่
  • หรืออยากมีระบบช่วยจัดสรรและดูแลพอร์ตให้

เพราะพอร์ตที่ดีบนกระดาษอาจไม่มีประโยชน์ หากรูปแบบการลงทุนยุ่งยากจนเราไม่สามารถทำต่อเนื่องได้ การลงทุนที่เหมาะกับ ทั้งเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ จึงอาจช่วยให้แผนเพื่อลูกเดินต่อไปได้ง่ายกว่า

ลงทุนให้ลูก ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีเวลาให้เงินทำงาน

เมื่อลองเช็กครบทั้ง 5 ข้อ เราจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า การลงทุนให้ลูกไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ลงทุนอะไรดี?” แต่เริ่มจากการรู้จักเป้าหมายและข้อจำกัดของครอบครัวตัวเองก่อน

และข้อดีของเป้าหมายเพื่อลูกคือ หลายเป้าหมายยังอยู่ไกลออกไปอีก 10–20 ปี ระยะเวลานี้จึงเป็นโอกาสให้พ่อแม่ค่อยๆ สะสมเงิน โดยไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดตั้งแต่วันนี้

ยิ่งเริ่มต้นเร็ว ก็ยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานและมีโอกาสเติบโตในระยะยาวมากขึ้น ที่สำคัญคือสามารถเริ่มจากจำนวนที่เหมาะกับสถานะการเงินของครอบครัว แล้วค่อยเพิ่มเงินลงทุนเมื่อมีกำลังมากขึ้นในอนาคต

ไม่จำเป็นต้องพยายามเตรียมทุกอย่างให้ลูกเสร็จภายในวันนี้ แต่ ค่อยๆ เตรียมความพร้อมไปพร้อมกับทุกปีที่เขาเติบโตขึ้นได้

เริ่มลงทุนให้ลูกง่ายๆ กับ Omni Fund

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากเริ่มลงทุนให้ลูก แต่ไม่อยากใช้เวลาติดตามตลาด เลือกกองทุน หรือปรับสัดส่วนการลงทุนด้วยตัวเอง Omni Fund เป็นอีกทางเลือกสำหรับการลงทุนระยะยาวที่เริ่มต้นได้ง่าย

Omni Fund เริ่มลงทุนได้เพียง 1,000 บาท สามารถเริ่มจากจำนวนที่เหมาะกับสถานะการเงินของครอบครัว และทยอยลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเป้าหมายของลูกได้

พร้อมกระจายการลงทุนทั่วโลกทั้ง หุ้นและตราสารหนี้ ผ่านกองทุนรวมคุณภาพ และมีระบบช่วยจัดสรรและปรับพอร์ตอัตโนมัติ จึงเหมาะกับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้การลงทุนเดินหน้าต่อ โดยไม่ต้องคอยดูแลพอร์ตตลอดเวลา

Omni Fund แผนเติบโตมีผลตอบแทนเฉลี่ยจากการทดสอบย้อนหลังปี 2559–2568 ที่ 7.88% ต่อปี* ระหว่างที่ลูกกำลังใช้เวลาเติบโต เราก็สามารถใช้ช่วงเวลาเดียวกัน ค่อยๆ เตรียมเงินสำหรับอนาคตของเขาได้เช่นกัน

สนใจลงทุนให้ลูกกับ Omni Fund สามารถคำนวณเงินที่ต้องลงทุนในแต่ละเดือน และเริ่มวางแผนอนาคตให้ลูกได้ที่ ลงทุนให้ลูกกับ Jitta Wealth

(*ผลตอบแทนของ Omni Fund แผนเติบโต จากการทดสอบย้อนหลัง (Back test) ด้วยข้อมูลปี พ.ศ. 2559–2568)


ดูวิดีโอ ลงทุนให้ลูกเดือนละ 2,500 บาท อนาคตต่างกันเป็นล้านกับ Jitta Wealth ได้ที่นี่


ผู้เขียน 

Jitta Wealth

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01