Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

วิธีจัดการภาษีลงทุนต่างประเทศปีล่าสุด แบบไม่พลาดโอกาสลงทุนรอบโลก


All Category

ไฮไลต์

  • ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา หากมีรายได้จากการลงทุนต่างประเทศ เมื่อโอนส่วนเงินได้กลับเข้าไทยต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ภาษีลงทุนต่างประเทศ คิดเฉพาะ ‘ผลตอบแทน’ ที่งอกเงยจากเงินลงทุน เช่น กำไร เงินปันผล และดอกเบี้ย เท่านั้น ‘เงินต้นไม่เสียภาษี’ 
  • การวางแผนลงทุนระยะยาว และทยอยถอนกำไรหลังเกษียณในช่วงที่รายได้ลดลง เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระภาษีได้มาก เพราะรายได้รวมอาจอยู่ในฐานภาษีต่ำหรือไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี

อยากลงทุนหุ้นต่างประเทศ ปั้นพอร์ตระดับโลกแต่ไม่รู้ว่าต้องเสียภาษีหรือไม่? บทความนี้จะช่วยสรุปให้คุณเข้าใจ ทุกประเด็นสำคัญ พร้อมวิธีบริหารจัดการ ที่ช่วยให้คุณลงทุนได้อย่างมั่นใจ และไม่พลาดโอกาสในสินทรัพย์ระดับโลก

ลงทุนต่างประเทศต้องเสียภาษีไหม ใครบ้างที่ต้องจ่าย?

คำตอบคือ ‘ต้องเสียภาษี’ แต่คุณไม่ต้องกังวล เพราะสามารถจัดการได้ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

ตามเกณฑ์ปัจจุบัน (อัปเดตปี 2569) หากคุณนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ แล้วมีผลตอบแทนงอกเงยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นจาก กำไร เงินปันผล หรือดอกเบี้ย เงินส่วนนี้หากนำกลับเข้ามาในไทยปีใด จะต้องถูกนำมาคำนวณเสียภาษีในไทยในปีที่ได้รับเงินได้นั้นมา 

ซึ่งคนที่เข้าเกณฑ์ ไม่ใช่เฉพาะนักลงทุนเท่านั้น แต่รวมถึง คนทำงาน ฟรีแลนซ์ต่างๆ ด้วย

ยกเว้น: ในปีนั้นคุณอยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน หรือในกรณีที่ กำไรหรือรายได้นั้น พิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 คุณสามารถโอนกลับเข้าไทยเมื่อไหร่ก็ได้โดย ได้รับการยกเว้นภาษี 100% เช่นกัน

เจาะลึกรายได้จากการลงทุน อะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี?

สรรพากรจะเก็บภาษีจาก ‘ผลตอบแทน’ ไม่ใช่เงินต้น ทุกอย่างที่ ‘งอก’ ออกมาจากเงินที่คุณโอนไปลงทุน ถือเป็นรายได้พึงประเมินทั้งสิ้น:

  • กำไร (Capital Gain): ส่วนต่างราคา เช่น ซื้อหุ้น $1,000 ขายได้ $1,500 กำไร $500 คือส่วนที่ต้องคิดภาษี
  • เงินปันผล (Dividend): เงินจากการปันผลของหุ้นหรือกองทุน
  • ดอกเบี้ย (Interest): ผลตอบแทนจากตราสารหนี้หรือเงินฝาก

วิธีคิดเงินได้ที่เกินจากเงินต้น: 

จากตัวอย่างวิธีคิดที่เป็นคำแนะนำจากสรรพากร จะคำนวณเฉพาะส่วนที่เกินจากเงินต้นเท่านั้นที่เป็นเงินได้ที่ต้องมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยให้นำราคาขายคำนวณหักด้วยราคาทุน ณ วันที่ได้มา โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่โอนเงินกำไรกลับเข้ามา 

ยกตัวอย่าง: นาย A ซึ่งอยู่ในประเทศไทย ได้นำเงินจำนวน 100,000 บาท ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ และในเวลาต่อมาได้กำไร 5,000 บาท จึงตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดแล้วนำเงินกลับเข้ามาในประเทศไทย 

นาย A มีหน้าที่ต้องนำ เฉพาะเงินได้พึงประเมินจากกำไรจำนวน 5,000 บาท มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี

ซึ่งในกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มทุกๆ เดือนหรือปี ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ประเมินตนเองตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าเงินที่นำเข้ามานั้นเป็นส่วนของกำไรหรือต้นทุน ซึ่ง Jitta Wealth จะมีเอกสารการลงทุนเพื่อให้ลูกค้าที่มีกำไรนำไปยื่นต่อสรรพากร

หรือใครที่โอนเงินต้นและกำไรกลับมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 จะได้รับยกเว้นภาษีตามเกณฑ์เดิมทันที (ควรมี Statement ยืนยันยอด ณ สิ้นปี 2566)

ศึกษาประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมจากสรรพากรได้ที่นี่ 

เมื่อโอนกำไรกลับไทย ต้องทำอย่างไร?

หากคุณตัดสินใจดึงส่วนกำไรกลับมา ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน คุณมีหน้าที่ต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปแจ้งในแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด. 90/91):

  1. เพิ่มเป็นรายได้พึงประเมิน: โดยทั่วไปจะจัดอยู่ในหมวด ‘รายได้จากการลงทุน’

โดยเลือกหัวข้อ: ‘ดอกเบี้ย เงินเทียบเท่าเงินปันผล เงินปันผลจากบริษัทต่างประเทศ ประโยชน์ใดๆ จากคริปโทเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัล เงินเพิ่มทุน เงินลดทุน (มาตรา 40(4))’

จากนั้นเลือกประเภทธุรกิจ: ‘ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่กิจการควบเข้ากัน,รับช่วงกัน,เลิกกัน,โอนหุ้น’ และกรอกข้อมูลเงินได้ที่แปลงค่ามาเป็นเงินบาทแล้ว

สำหรับนักลงทุน Jitta Wealth สามารถขอหนังสือชี้แจงรายละเอียด ได้ที่ Line: @JittaWealth เพื่อให้คุณใช้ยื่นแนบกับกรมสรรพากรได้อย่างมั่นใจ

  1. เสียภาษีตามขั้นบันได: รายได้นี้จะไปรวมกับรายได้อื่นๆ เช่น เงินเดือน แล้วหักลบด้วย ค่าลดหย่อน ที่คุณมีจากนั้นจึงคำนวณภาษีตามฐาน 5%-35%

ส่วนลดหย่อนเช่น:

  • ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และอื่นๆ เพิ่มเติมในกรณี คู่สมรสไม่มีรายได้ หรือเลี้ยงดูบิดามารดาเป็นต้น
  • ประกันต่างๆ ไม่ว่าจะประกันสังคม ประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ เป็นต้น
  • เงินบริจาคทั่วไป หรือบางกรณีเช่นการศึกษา จะได้รับลดหย่อน 2 เท่า
  • อีกทั้งยังมีส่วนลดหย่อนเพิ่มเติมที่รัฐประกาศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนั้นๆ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ภาพแสดงว่า ลงทุนต่างประเทศ ปี 2569
จัดการภาษียังไง? โดย Jitta Wealth เนื้อหาคือ ใครต้องเสียภาษีบ้าง คำตอบคือ คนที่อยู่ในประเทศไทยเกิน 180 วันในปีภาษีนั้น และนำ กำไรหรือรายได้โอนกลับเข้าไทย แล้วภาษีเสียจากอะไร คำตอบคือเก็บภาษีเฉพาะ ‘กำไรหรือผลตอบแทน’
เงินต้นไม่เสียภาษี โดยรายได้ส่วนนี้จะถูกรวมกับรายได้อื่น แล้วเสียภาษีตามฐานภาษีรายได้ของแต่ละบุคคล ส่วนการวางแผนภาษีแบบนักลงทุนระยะยาว คือลงทุนต่างประเทศ DCA ต่อเนื่องในระยะยาว 20-30 ปี เมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน ให้ถอนบางส่วน เช่น ปีละ 5% จะทำให้เสียฐานภาษีต่ำ เงินที่เหลือ ยังเติบโตได้ต่อ แต่ถ้าไม่อยากกังวลเรื่องภาษี ให้เลือก Omni Fund พอร์ตที่กระจายลงทุนทั่วโลกผ่านกองทุนรวมไทย จึงไม่ต้องนำส่วนต่างกำไรมาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ปัจจุบัน

วางแผนบริหารจัดการภาษีฉบับ ‘นักลงทุนระยะยาว’

การลงทุนระยะยาว หรือเพื่อเกษียณ (Long-term Investment) คือกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระภาษีได้ดีที่สุด:

กลยุทธ์ถอนบางส่วน: เช่น คุณลงทุน Global ETF แผนเติบโต และ DCA ไปเรื่อยๆ 20-30 ปี จนเกษียณ จากนั้นค่อยถอนกลับมาใช้ปีละ 5% ซึ่งเมื่อนำมารวมกับรายได้หลังเกษียณ (ที่มักจะน้อยลง) จะทำให้คุณเสียภาษีในฐานที่ต่ำมาก หรืออาจไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียเลย 

และเงินส่วนที่เหลือยังสามารถเติบโตต่อได้อีกในอนาคต (อ่านแนวคิดนี้แบบละเอียดได้ที่นี่)

ตัวอย่างการคำนวณภาษี 

กรณีลงทุนระยะยาว แล้วค่อยทยอยถอนส่วนกำไรกลับมาในปีที่เกษียณ ไม่มีรายได้ 

ทยอยนำเงินกลับเข้ามาปีละ 500,000 บาท 

  • ยกเว้นภาษีผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป): -190,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: -60,000 บาท
  • 150,000 บาทแรก: ยกเว้นภาษี (0%) = 0 บาท
  • ส่วนที่เกิน (150,001 – 250,000 = 100,000 บาท): อัตรา 5% = 5,000 บาท

*หากมีลดหย่อนเพิ่มเติม เช่น ประกันสุขภาพ ก็เสียภาษีน้อยลงไปอีก

อีกทั้งในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีจากการลงทุน เนื่องจากรัฐบาลต้องการสนับสนุนให้มีการออมและลงทุนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น โครงการ TISA (Thailand Individual Saving Account) ที่ให้คนไทยเลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อนำไปลดหย่อนได้ถึง 1.3 เท่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ชัดเจน แต่ก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนไม่น้อยเลยทีเดียว 

ตัวเลือกลงทุนต่างประเทศแบบไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี

โลกการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แผนภาษีในวันนี้อาจมีการปรับปรุงในอนาคต แต่หากคุณมีแผนการเงินระยะสั้นถึงกลาง (3-5 ปี) และกังวลเรื่องความยุ่งยากในการจัดการเอกสารภาษีด้วยตัวเองสามารถพิจารณาลงทุนผ่าน Omni Fund

Omni Fund เป็นการกระจายลงทุนต่างประเทศ ครอบคลุมหุ้นทั่วโลกและตราสารหนี้ โดยจัดสัดส่วนพอร์ตตามหลักการระดับรางวัลโนเบลอย่าง Modern Portfolio Theory ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ดีที่สุดบนกรอบความเสี่ยงที่รับได้

ที่สำคัญคือลงทุนผ่านกองทุนรวมในไทย ที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศอีกที ทำให้ไม่ต้องนำส่วนต่างกำไรมาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ปัจจุบัน จึงเหมาะจะเป็นพอร์ตหลัก สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการวุ่นวายกับภาษีลงทุนต่างประเทศ

สรุปประเด็นภาษีกับการลงทุนต่างประเทศ

ในการเลือกลงทุน นอกเหนือจากประเด็นด้านภาษี คุณจะต้องคำนึงถึงโอกาสสร้างผลตอบแทน และความเสี่ยงเป็นสำคัญ เพราะหากเทียบกันแล้ว การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำ ผลตอบแทนทบต้นโดยรวมอาจมากกว่า แม้จะต้องเสียภาษี  

ที่สำคัญในการลงทุนระยะยาว สามารถบริหารจัดการภาษีได้ และอาจไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด หากประเมินแล้วว่าการลงทุนต่างประเทศที่คุณสนใจมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แม้จะต้องมาบริหารจัดการภาษี ก็อาจเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า

ดังนั้นควรมองภาษีลงทุนต่างประเทศเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งที่คุณต้องนำมาตัดสินใจ แต่อย่าให้มันกลายมาเป็นข้อจำกัดให้คุณพลาดโอกาส