รวมสิ่งที่นักลงทุน 90% ทำเหมือนกันจนแพ้ตลาดระยะยาว พร้อมวิธีแก้ไข
ไฮไลต์
- นักลงทุน 90% แพ้ตลาด ไม่ใช่เพราะเลือกหุ้นไม่เก่ง แต่เพราะ ‘ทำมากเกินไป’ โดยเฉพาะการซื้อขายบ่อยตามอารมณ์
- งานวิจัยนักลงทุนกว่า 60,000 คนพบว่า กลุ่มที่เทรดถี่ที่สุด ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำที่สุดในระยะยาว
- พฤติกรรมที่ทำให้แพ้ตลาดซ้ำๆ คือ ซื้อแพง ขายถูก ทนความผันผวนไม่ได้ และพลาดวันที่ดีที่สุดของตลาด
- วิธีหลุดจากวงจรนี้ไม่ใช่การทำนายตลาดให้แม่นขึ้น แต่คือการมี ‘ระบบลงทุน’ ที่กระจายความเสี่ยง มีวินัย และลดการตัดสินใจที่ไม่จำเป็น
หลายคนเชื่อว่าความผันผวนของตลาดคือสาเหตุที่ทำให้ลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริง ศัตรูที่อันตรายที่สุดของการลงทุนไม่ใช่ตลาด หากเป็น ‘พฤติกรรมของนักลงทุนเอง’ มากกว่า โดยเฉพาะการตัดสินใจตามอารมณ์ในช่วงที่ตลาดขึ้นแรงหรือลงหนัก
งานวิจัยที่ศึกษานักลงทุน 60,000 คน พบว่า กลุ่มที่ได้ผลตอบแทนแย่ที่สุด ไม่ใช่คนที่เลือกหุ้นผิดพลาดมากที่สุด หากแต่เป็นคนที่ซื้อขายบ่อยที่สุด ยิ่งเทรดถี่ ยิ่งลดโอกาสของผลตอบแทนระยะยาวจากการทบต้น
ข้อค้นพบนี้อธิบายได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมนักลงทุนจำนวนมากจึงแพ้ตลาดในระยะยาว ทั้งที่มีข้อมูล มีเครื่องมือ และติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ‘รู้ไม่พอ’ แต่อยู่ที่ ‘ทำมากเกินไป’ ในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย
เทรดมากเกินไป เพราะคิดว่าทำเยอะแล้วจะได้มาก
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า การขยับพอร์ตบ่อยๆ คือสัญญาณของความใส่ใจ และยิ่งติดตามข่าวใกล้ชิดก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น จึงพยายามเข้าออกตามสถานการณ์ตลอดเวลา เพราะกลัวพลาด ‘จังหวะสำคัญ’ ของตลาด
แต่ในความเป็นจริง ทุกการซื้อขายมีต้นทุนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ภาษี หรือที่สำคัญที่สุดคือ ‘ต้นทุนจากการตัดสินใจผิดจังหวะ’ ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวนและอารมณ์เข้ามามีบทบาทมากกว่าข้อมูล
งานวิจัยด้านพฤติกรรมการลงทุนจำนวนมากให้ข้อสรุปตรงกันว่า ยิ่งซื้อขายบ่อย ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวยิ่งลดลง เพราะนักลงทุนมักซื้อในช่วงที่มั่นใจเกินไป และขายในช่วงที่กังวลเกินเหตุ ส่งผลให้พลาดโอกาสจากการทบต้นของตลาด
วิธีแก้ไขจึงไม่ใช่การพยายามจับจังหวะให้ถูกต้องมากขึ้น แต่คือการลดจำนวนครั้งของการตัดสินใจ เช่น กำหนดรอบปรับพอร์ตให้ชัดเจนทุก 3-6 เดือน หรือใช้กลยุทธ์ DCA (Dollar-cost Averaging) เพื่อลงทุนสม่ำเสมอโดยไม่ต้องคาดเดาทิศทางตลาด การออกแบบระบบที่ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณไม่ต้องพึ่งอารมณ์ในทุกครั้งที่ตลาดขยับตัว
ตัดสินใจผิดจังหวะ เพราะใช้อารมณ์
หนึ่งในพฤติกรรมที่เกิดซ้ำในตลาดหุ้นคือ เมื่อราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนจำนวนมากจะรู้สึกมั่นใจและเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เพราะกลัวพลาดโอกาส แต่เมื่อราคาปรับลงแรงกลับรีบขายเพื่อลดความกังวล สุดท้ายจึงกลายเป็นวงจร ‘ซื้อแพง ขายถูก’ ทั้งที่ในทางทฤษฎี ทุกคนรู้ว่าควรทำตรงกันข้าม
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ความรู้เรื่องการลงทุน แต่อยู่ที่อารมณ์ในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะวันที่ตลาดปรับลงหนัก ความผันผวนทำให้ความกลัวมีอิทธิพลเหนือเหตุผล สมองจะพยายามผลักให้เราตัดสินใจทันทีเพื่อหยุดความเครียด แม้ว่าการตัดสินใจนั้นอาจกระทบผลตอบแทนระยะยาว
ในทางกลับกัน ช่วงตลาดร้อนแรงก็อันตรายไม่แพ้กัน ความมั่นใจเกินเหตุทำให้นักลงทุนเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ราคาสินทรัพย์อาจสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปมากแล้ว
แนวทางลดความผิดพลาดคือการกำหนดกลยุทธ์ล่วงหน้าให้ชัดเจน เช่น กำหนดสัดส่วนสินทรัพย์ เป้าหมายผลตอบแทน และเงื่อนไขการปรับพอร์ต จากนั้นยึดตามแผนมากกว่าการตัดสินใจเฉพาะหน้า เมื่อระบบทำงานแทนอารมณ์ โอกาสหลุดจากวงจร ‘ซื้อแพง ขายถูก’ ก็จะลดลง

ทนความผันผวนไม่ได้ จึงหลุดจากแผน
ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร ช่วงขาขึ้นอาจสร้างผลตอบแทนรวดเร็ว แต่ช่วงขาลงก็สามารถปรับตัวแรงได้เช่นกัน นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นในจังหวะที่ตลาดเป็นใจ ทำให้เข้าใจว่าผลลัพธ์ที่ดีเกิดจากทักษะของตนเองมากกว่าสภาพแวดล้อมของตลาด
เมื่อวัฏจักรเปลี่ยน ความผันผวนที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนจึงกลายเป็นแรงกดดัน พอร์ตที่เคยบวกต่อเนื่องเริ่มแกว่งตัวแรง ความมั่นใจถูกแทนที่ด้วยความกังวล และหลายคนตัดสินใจขายเพื่อหยุดความไม่สบายใจ ทั้งที่แผนเดิมตั้งใจลงทุนระยะยาว
ผลลัพธ์คือการ ‘หลุดจากแผน’ ในจังหวะที่ไม่ควรหลุด และมักพลาดช่วงฟื้นตัวซึ่งตามสถิติแล้วมักเกิดหลังช่วงตลาดปรับลงหนัก นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากได้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในระยะยาว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและธุรกิจยังเติบโต
แนวทางลดปัญหานี้คือออกแบบพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่รับได้จริง เช่น โครงสร้างแบบ Core & Satellite ที่มีพอร์ตหลักกระจายการลงทุนทั่วโลก และอาจมีสินทรัพย์อย่างตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวน เมื่อพอร์ตไม่เหวี่ยงเกินไป ความเครียด ความกดดันลดลง ก็สามารถลงทุนตามแผนระยะยาวได้ตามที่ตั้งใจ
พลาดวันที่ดีที่สุดของตลาด
คำถามที่พบบ่อยคือ เหตุใดนักลงทุนที่ ‘ลงทุนมานานเหมือนกัน’ จึงได้ผลตอบแทนต่างกันมากในระยะยาว คำอธิบายสำคัญอยู่ที่การพลาดช่วงเวลาบางวันของตลาด โดยเฉพาะวันที่ดัชนีปรับขึ้นแรงที่สุดในรอบปี
ข้อมูลระยะยาวของดัชนีหลักอย่าง S&P 500 ชี้ให้เห็นว่า หากนักลงทุนพลาดเพียงไม่กี่วันที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ผลตอบแทนสะสมในระยะยาวอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเติบโตของพอร์ตจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านั้น
ความท้าทายคือ วันที่ดีที่สุดของตลาดมักเกิดขึ้นหลังจากวันที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่ความกลัวครอบงำการตัดสินใจ นักลงทุนจำนวนมากขายออกเพื่อหยุดความกังวล แต่กลับเข้ามาไม่ทัน ทำให้พลาดการฟื้นตัวที่รวดเร็วตามมา
ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า ‘ลงทุนระยะยาวอย่างไรให้ไม่พลาดโอกาส’ จึงไม่ใช่การพยายามจับจังหวะตลาดให้แม่นยำขึ้น หากคือการ Stay Invested และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเปิดโอกาสให้พอร์ตได้อยู่ในตลาดในวันที่สำคัญที่สุดเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง
วิธีหลุดจากการเป็น 90% ที่แพ้ตลาด
คำถามยอดฮิตของนักลงทุนคือ ‘เอาชนะตลาดระยะยาวได้อย่างไร’ หลายคนมุ่งหาหุ้นที่ดีที่สุด หรือพยายามคาดเดาจังหวะขึ้นลงให้แม่นที่สุด แต่ในความเป็นจริง คำตอบมักเรียบง่ายกว่านั้นมาก
สิ่งที่แยกคนส่วนน้อยที่ชนะตลาดออกจากคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ความสามารถในการทำนายอนาคต หากคือการมี ‘ระบบการลงทุน’ ที่ถูกออกแบบไว้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น ระบบที่กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาหุ้นตัวเดียวหรือประเทศเดียว มีวินัยลงทุนสม่ำเสมอ และปรับสมดุลพอร์ตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
เมื่อโครงสร้างพอร์ตถูกต้อง จำนวนครั้งของการตัดสินใจจะลดลงโดยอัตโนมัติ และเมื่อการตัดสินใจลดลง ความเสี่ยงจากอารมณ์ ความกลัว ความโลภ ความมั่นใจเกินเหตุ ก็จะลดลงตามไปด้วย ผลลัพธ์คือพอร์ตที่เคลื่อนไหวตามกลไกของตลาด มากกว่าตามความรู้สึกของผู้ลงทุน
นี่คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านจาก ‘การลงทุนตามอารมณ์’ ไปสู่ ‘การลงทุนเชิงระบบ’ และเป็นก้าวสำคัญในการหลุดจากการเป็นหนึ่งใน 90% ที่แพ้ตลาด สู่การเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ประสบความสำเร็จ
Global ETF ตัวช่วยลงทุนอย่างเป็นระบบ
Global ETF ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น Core Port หรือพอร์ตหลักของการลงทุนระยะยาว โดยกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้นในหลายภูมิภาคและตราสารหนี้ ผ่าน ETF คุณภาพ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โครงสร้างลักษณะนี้ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และทำให้การเติบโตสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
กลไกสำคัญคือการปรับสมดุลพอร์ตอย่างเป็นระบบ เมื่อหุ้นปรับขึ้นแรง ระบบจะทยอยลดสัดส่วนเพื่อลดความเสี่ยงโดยขายหุ้นบางส่วนไปถือพันธบัตร และเมื่อหุ้นปรับลง ก็จะขายพันธบัตรพร้อมเข้าซื้อหุ้นโดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้ช่วยลดปัญหา ‘ซื้อแพง ขายถูก’ ที่มักเกิดจากการตัดสินใจตามอารมณ์
ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ นักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องคาดเดาทิศทางตลาดรายวัน หรือปรับพอร์ตตามข่าวระยะสั้น เพียงลงทุน DCA อย่างสม่ำเสมอ และยึดตามแผนที่วางไว้ ก็สามารถเปิดโอกาสให้ผลตอบแทนทบต้นทำงานในระยะยาวได้
ดูรายละเอียดนโยบาย Global ETF ได้ที่นี่
หากสนใจลงทุนกับ Jitta Wealth สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ Line: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน