สหรัฐฯ vs จีน ศึกมหาอำนาจ และอนาคตที่นักลงทุนต้องจับตา
ไฮไลต์
- สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำโลกในหลายด้าน เช่น การเงิน นวัตกรรม และอำนาจทางทหาร แต่เริ่มมีสัญญาณอยู่ช่วงปลายวงจร เช่น หนี้สูงและความขัดแย้งภายในที่เพิ่มขึ้น
- จีน อยู่ในช่วงขาขึ้น กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในด้านเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และการศึกษา และกำลังไล่ตามสหรัฐฯ ในหลายตัวชี้วัด
- ภาพรวมการแข่งขัน สหรัฐฯ ยังได้เปรียบโดยรวม แต่จีนกำลังพัฒนาขึ้นมาไล่ตามอย่างมีนัยสำคัญ แต่การแข่งขันอาจยืดเยื้อไปอีกหลายสิบปี
- นักลงทุนควรมองระยะยาว เข้าใจวงจรโลก ไม่ตัดสินจากข่าวระยะสั้น และควรกระจายความเสี่ยงทั้งสินทรัพย์และภูมิภาค
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกถูกขับเคลื่อนโดยมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ และที่นักลงทุนจับตามองที่สุดคือสหรัฐฯ กับจีน ที่ขับเคี่ยวกันมาเป็นอันดับ 1 และ 2
และในปัจจุบันที่หลายคนมองว่าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สหรัฐฯ ยังจะเป็นผู้นำโลกต่อไป หรือจีนกำลังจะขึ้นมาแทน ซึ่งประเด็นนี้มีผลเต็มๆ กับแนวทางการลงทุนทั้งปัจจุบันและอนาคต
เราจึงนำประเด็นนี้มาสรุปอธิบายโดยอ้างอิงมุมมองจาก หนังสือ The Changing World Order ที่เขียนโดย Ray Dalio ร่วมกับมุมมองการลงทุนจาก Jitta Wealth เพื่อให้คุณมองภาพระยะยาว และเตรียมพอร์ตเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
รู้จัก ‘Big Cycle’ รูปแบบพฤติกรรมของมหาอำนาจโลก
ตามแนวคิดของ Ray Dalio ‘Big Cycle’ (วงจรใหญ่) คือรูปแบบพฤติกรรมของมหาอำนาจโลกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดประวัติศาสตร์ 500 ปีที่ผ่านมา โดยแต่ละวงจรจะใช้เวลาประมาณ 75-100 ปี
เปรียบเหมือนกับ ‘วงจรชีวิต’ ของมนุษย์ที่มีเกิด เติบโต รุ่งเรือง และเสื่อมสลาย ซึ่งประกอบด้วย 3 ช่วงหลัก และแบ่งย่อยเป็น 6 ระยะ ดังนี้
1. ช่วงขาขึ้น (The Ascent / The Rise)
เป็นช่วงที่ประเทศเริ่มสร้างรากฐานอำนาจใหม่หลังจากเกิดความวุ่นวายหรือสงครามจบลง
- ระยะที่ 1: ยุคใหม่และการสร้างระเบียบโลกใหม่ ผู้นำใหม่ที่แข็งแกร่งมีอำนาจเหนือคู่แข่ง และวางกฎกติกาการปกครองใหม่
- ระยะที่ 2: การสร้างความมั่นคงและการเติบโต มีสันติภาพภายในประเทศ คนในชาติร่วมมือกันทำงาน มีผลผลิตสูงขึ้นอย่างมาก
- ระยะที่ 3: ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมและการเงิน ประเทศเริ่มเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี การค้า และการศึกษา ทำให้สกุลเงินของประเทศกลายเป็นสกุลเงินสำรอง
2. ช่วงรุ่งเรืองสูงสุด (The Top)
เป็นช่วงที่ประเทศดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ความเปราะบางเริ่มก่อตัวขึ้นภายใน
- ระยะที่ 4: ความมั่งคั่งที่เกินตัวและการสร้างหนี้ เมื่อคนเริ่มรวยขึ้น ค่าแรงก็สูงขึ้น ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน คนเริ่มใช้เงินเกินตัวและก่อหนี้มหาศาลเพื่อรักษาระดับการบริโภค
3. ช่วงขาลง (The Decline)
เป็นช่วงที่ความขัดแย้งเริ่มระเบิดออก ทั้งจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม
- ระยะที่ 5: วิกฤติหนี้สินและความแตกแยก หนี้สูงจนจ่ายไม่ไหว ธนาคารกลางต้องพิมพ์เงินออกมาเยอะเกินไปทำให้ค่าเงินเสื่อม ในขณะที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนกว้างขึ้นจนเกิดความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง
- ระยะที่ 6: สงครามและการปฏิวัติ ระยะสุดท้ายนี้มักจบลงด้วยสงคราม (อาจเป็นสงครามจริง สงครามเศรษฐกิจ หรือสงครามกลางเมือง) เพื่อตัดสินว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้คุมกฎคนใหม่ และวงจรก็จะกลับไปเริ่มที่ระยะที่ 1 อีกครั้ง
3 ปัจจัยที่ขับเคลื่อน Big Cycle
สิ่งที่จะบอกว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของวงจร ให้ดูที่ 3 ปัจจัยนี้
- วงจรหนี้ระยะยาว (The Long-term Debt Cycle): ดูว่าหนี้เทียบกับรายได้สูงไปไหม และมีการพิมพ์เงินออกมามากแค่ไหน
- วงจรความขัดแย้งภายใน (The Internal Conflict Cycle): ดูช่องว่างระหว่างคนรวย-จน และความแตกแยกทางความคิดของคนในชาติ
- วงจรความขัดแย้งภายนอก (The External Conflict Cycle): ดูการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเดิมที่กำลังเสื่อมถอย (เช่น สหรัฐฯ) กับมหาอำนาจใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมา (เช่น จีน)
ซึ่งในมุมมองของ Ray Dalio สหรัฐฯ อาจอยู่ช่วงปลายวงจร และจีนกำลังอยู่ช่วงขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังมีข้อได้เปรียบในหลายๆ ด้าน แม้จีนจะมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ แต่ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้
และเส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การแข่งขันอาจยืดเยื้อยาวนาน
เทียบความแข็งแกร่ง ผ่าน 8 มาตรวัดสำคัญ
ความแข็งแกร่งของประเทศมหาอำนาจ โดยวัดจาก 8 มาตรวัดสำคัญ ได้แก่ การศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขัน ผลผลิตทางเศรษฐกิจ ส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก ความแข็งแกร่งทางทหาร ความแข็งแกร่งของตลาดทุน และสถานะสกุลเงินสำรอง

1. การศึกษา (Education)
- สหรัฐฯ: ยังคงมีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก แต่คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน (K-12) โดยเฉพาะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เริ่มถดถอยเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลก
- จีน: พัฒนาแบบก้าวกระโดด เน้นหนักในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) และมีจำนวนบัณฑิตสายนี้สูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน
2. นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation & Technology)
- สหรัฐฯ: ยังเป็นผู้นำในด้านการคิดค้นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกและมีการลงทุนที่แข็งแกร่งที่สุด
- จีน: ไล่กวดขึ้นมาจนเกือบจะเท่ากันในหลายด้าน โดยเฉพาะ AI เทคโนโลยี 5G ควอนตัมคอมพิวติ้ง และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
3. ความสามารถในการแข่งขัน (Cost Competitiveness)
- สหรัฐฯ: อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากค่าครองชีพและค่าแรงที่สูงมาก ทำให้การผลิตสินค้าทั่วไปสู้ราคาในตลาดโลกไม่ได้
- จีน: ยังคงมีความได้เปรียบสูง แม้ค่าแรงจะเพิ่มขึ้นแต่ ‘ผลิตภาพ’ (Productivity) และห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรทำให้จีนยังคงเป็นโรงงานของโลกที่หาคนแทนได้ยาก
4. ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (Economic Output)
- สหรัฐฯ: มี GDP รวม (Nominal) สูงที่สุด แต่สัดส่วนต่อเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา
- จีน: มีส่วนแบ่งเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหากวัดตาม GDP PPP (อำนาจซื้อที่แท้จริง) จีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ ไปแล้ว
5. ส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก (Share of World Trade)
- สหรัฐฯ: บทบาทในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ลดลงในหลายภูมิภาค
- จีน: ปัจจุบันเป็นมหาอำนาจทางการค้า (Trading Power) อันดับ 1 ของโลก โดยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก
6. ความแข็งแกร่งทางทหาร (Military Strength)
- สหรัฐฯ: ยังคงเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่างชัดเจน ทั้งในแง่งบประมาณ เทคโนโลยี และการวางกำลังพลได้ทั่วโลก
- จีน: เร่งสะสมแสนยานุภาพอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการป้องกันตนเองและการแผ่อิทธิพลในภูมิภาค เช่น ทะเลจีนใต้
7. ความแข็งแกร่งของตลาดทุน (Financial Center Strength)
- สหรัฐฯ: ตลาดทุนของสหรัฐฯ ยังคงมีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสูงที่สุด เป็นศูนย์กลางการเงินของโลกที่ยังไม่มีใครเทียบได้
- จีน: ตลาดการเงินกำลังเติบโตและเปิดรับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น แต่ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมเงินทุนจากภาครัฐ
8. สถานะสกุลเงินสำรอง (Reserve Currency Status)
- สหรัฐฯ: ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการค้าและการเป็นสกุลเงินสำรองของโลก (ประมาณ 50-60%) ซึ่งเป็นอำนาจที่สหรัฐฯ ยังถือครองอยู่
- จีน: เงินหยวน เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก แต่ยังห่างไกลจากการจะขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ในระยะเวลาอันใกล้นี้
จะเห็นได้ว่าแม้หลายๆ ตัวชี้วัดสหรัฐฯ จะยังครองอันดับ 1 และแม้จีนก็เริ่มพัฒนาขึ้นมาเทียบเคียงในหลายๆ ด้าน แต่ภาพรวมสหรัฐฯ ก็ยังคงครองความได้เปรียบอยู่
สรุปมุมมองการลงทุน เพราะโลกไม่ได้เปลี่ยนในวันเดียว
แม้ในตัวชี้วัดต่างๆ จะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ Ray Dalio เองก็ย้ำชัดว่า การที่จีนจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แซงหน้าสหรัฐฯ จะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ แต่อาจกินเวลาไปอีกเป็นสิบๆ ปี และในระหว่างนั้นอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคาดเดาได้
ดังนั้น นักลงทุนควรทำความเข้าใจวงจร ไม่ประมาทการเปลี่ยนแปลง กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ของสินทรัพย์และภูมิภาค รวมถึงให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดในเชิงโครงสร้างมากกว่าข่าวระยะสั้น
ในมุมมองของ Jitta Wealth เองที่เคยอธิบายถึงประเด็นนี้ใน Jitta Wealth Live เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ก็ยังคงเน้นย้ำเรื่องการกระจายความเสี่ยง
การลงทุนในสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดี เม็ดเงินส่วนใหญ่ยังไหลเข้า และ S&P 500 ก็ยังทำผลตอบแทนได้ดี แม้จะเผชิญกับวิกฤติต่างๆ ทั้งสงครามการค้า และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านโดยตรง
เลือกประเทศอัตโนมัติ กับ Jitta Ranking Alpha
แต่ถ้าคุณไม่อยากต้องมาคอยกังวล หรือคาดเดาว่าปีนี้ประเทศไหนจะมาแรง ปีหน้าตลาดหุ้นไหนจะแซงขึ้นมา สามารถเลือกลงทุนใน Jitta Ranking Alpha ที่มี Alpha AI คอยรีวิวเลือกตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดให้ทุกปี จาก 4 ตลาดหุ้นหลักของโลกอย่าง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง
ซึ่งเมื่อเลือกตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดได้แล้ว จะมี Jitta Ranking AI คัดหุ้นดีราคาเหมาะสมมาจัดพอร์ตให้ พร้อมคอยปรับพอร์ตหุ้นทุกๆ 3 เดือน และรีวิวตลาดหุ้นให้ทุกๆ ปี
และหากระบบพบว่าตลาดหุ้นทุกตลาดอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป ระบบจะปรับไปถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น Dollar Index ETF เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม
และจะประเมินโอกาสลงทุนใหม่ทุก 3 เดือน หากพบตลาดที่เริ่มมีความคุ้มค่า ระบบจะปรับกลไกกลับเข้าถือหุ้นในประเทศนั้นๆ ให้โดยอัตโนมัติ
อ่านข้อมูล Jitta Ranking Alpha เพิ่มเติมได้ที่นี่
หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888