ตลาดหุ้นจะวิกฤติจริงไหม? ฟองสบู่ AI จะมากี่โมง
ไฮไลต์
- วิกฤติดอตคอมในอดีตเกิดจากความบ้าคลั่งและข่าวลือ (FOMO) หุ้นพุ่งแรงทั้งที่บริษัทส่วนใหญ่ ไม่มีกำไรจริง ค่า P/E ดัชนีพุ่งสูงถึง 60 เท่า เมื่อเงินหมดฟองสบู่จึงแตก Nasdaq ร่วงถึง -78%
- ยุค AI ปัจจุบัน ขับเคลื่อนด้วยบริษัท Big Tech ซึ่งมีฐานรากแข็งแกร่ง มีกำไรมหาศาล และมีกระแสเงินสดจากธุรกิจเดิมรองรับจริง ไม่ใช่การลอยแพขายฝัน
- มูลค่าหุ้นต่างกัน ค่า P/E ของ Nasdaq ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 26-35 เท่า แม้จะสูงแต่ยังห่างไกลจากจุดพีคในอดีตที่สูงถึง 60 เท่า จึงถือว่าสมเหตุสมผลกว่ามาก
- พฤติกรรมตลาดมีสติขึ้น นักลงทุนยุคนี้คัดกรองเข้มงวด ถ้าบริษัทไหนทำ AI แล้วโชว์ตัวเลขรายได้หรือกำไรไม่ได้ตามนัด จะถูกเมินทันที ตลาดไม่ได้หลับหูหลับตาซื้อเหมือนปี 2000
- โอกาสที่ปัจจุบันตลาดหุ้นจะเกิดการพังทลายรุนแรงแบบปี 2000 มีต่ำมาก แต่อาจเห็นการย่อตัวปรับฐาน ตามกลไกธรรมชาติ แนะนำให้ลงทุนต่อได้โดยใช้กลยุทธ์ DCA และกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติม
คำถามยอดฮิตที่ทำให้นักลงทุนนอนไม่หลับในยุคนี้ คงหนีไม่พ้น “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ วิ่งมาไกลขนาดนี้ จะพังไหม?” หรือ “ฟองสบู่ AI จะแตกกี่โมง?”
ภาพของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ที่พุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) อย่างต่อเนื่อง โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นแกนนำดันตลาดขึ้นมา ทำให้หลายคนเริ่มเกิดอาการเดจาวู และกลัวว่าบาดแผลใหญ่อย่างวิกฤตดอตคอมในปี 2000 กำลังจะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง
วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก และเปรียบเทียบภาพความจริงระหว่างอดีตกับปัจจุบันกันชัดๆ ว่าสถานการณ์ตอนนี้มันน่ากลัวจริง หรือเป็นโอกาสลงทุนระยะยาวที่เราไม่ควรพลาด?
ย้อนอดีตปี 2000: ยุคตื่นทองตระกูล “.com”
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 1995-1999 บรรยากาศในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทไม่ต่างจากปาร์ตี้ที่ทุกคนกำลังเมามาย เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพิ่งถือกำเนิดขึ้น และทุกคนเชื่อว่า “สิ่งนี้จะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล” (ซึ่งคิดถูก แต่อาจมาก่อนกาลไปสักหน่อย)
ความบ้าคลั่งในยุคนั้นขับเคลื่อนด้วย ‘ความกลัวตกรถ (FOMO)’ แบบกู่ไม่กลับ บริษัทสตาร์ตอัปเกิดใหม่ขอเพียงแค่มีไอเดีย มีโมเดลธุรกิจที่เขียนหลวมๆ บนกระดาษทิชชู่ แล้วไปจดทะเบียนโดเมนเนมลงท้ายด้วย .com ก็สามารถเข้าตลาดหุ้น Nasdaq และระดมทุนได้เงินมหาศาลภายในวันเดียว ทั้งที่บางบริษัทยังไม่มีผลิตภัณฑ์ออกมาขายด้วยซ้ำ
สตอรี่คลาสสิกของยุคนั้นคือเว็บไซต์ Pets.com ที่ขายอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงออนไลน์ บริษัทนี้ทุ่มเงินโฆษณาในศึก Super Bowl มหาศาลจนคนรู้จักทั้งประเทศ หุ้นพุ่งกระฉูดตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาด ทั้งที่ความจริงบริษัท ‘ขาดทุนทุกชิ้นที่ขาย’ เพราะค่าจัดส่งอาหารหมาแมวที่มีน้ำหนักมาก มันแพงกว่ากำไรที่ได้รับ สุดท้ายเมื่อเงินระดมทุนหมดลง บริษัทก็เจ๊งและปิดตัวลงภายในเวลาเพียง 268 วันหลังเข้าตลาดหุ้น!
เมื่อนักลงทุนเริ่มตระหนักว่า บริษัทดอตคอมเหล่านี้มีแต่ยอดคนเข้าชมเว็บ แต่ไม่มี ‘รายได้’ และ ‘กำไร’ ของจริง ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเบรกความร้อนแรง ปาร์ตี้ก็เลิกทันที ฟองสบู่แตกดังโพล๊ะ ดัชนี Nasdaq ดิ่งเหวลงมาถึง -78% นักลงทุนหมดเนื้อหมดตัวกันถ้วนหน้า
ตัดภาพมาปัจจุบัน: ยุคแห่งความจริงของ AI
เมื่อมองมาที่ตลาดหุ้นในปัจจุบัน แม้ดัชนีจะพุ่งสูงจนน่ากลัว แต่ถ้าเราลองเดินเข้าไปดูไส้ใน ของบริษัทที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนตลาด สภาพแวดล้อมและสตอรี่มันต่างกันคนละขั้ว
ยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสตาร์ตอัปหน้าใหม่ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่ม ‘7 นางฟ้า (Magnificent Seven)’ หรือ Big Tech ที่ทรงอิทธิพลและรวยที่สุดในโลกอยู่แล้ว เช่น Microsoft, Apple, Nvidia, Alphabet, Facebook (META), Tesla และ Amazon การที่หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้น ไม่ใช่เพราะคนจินตนาการไปเอง แต่เพราะพวกเขามี ‘เครื่องผลิตเงินสด’ จากธุรกิจเดิมคอยหนุนหลังอย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ โฆษณาออนไลน์ หรือสมาร์ทโฟน
ถ้าในอดีตมี Pets.com ปัจจุบันเราก็มี Nvidia เป็นตัวเปรียบเทียบ หุ้น Nvidia พุ่งขึ้นมาหลายร้อยเปอร์เซ็นต์จนคนกลัว แต่การพุ่งขึ้นมานั้นไม่ได้ขึ้นเพราะ ‘ขายฝัน’ แต่ไม่ว่าบริษัทไหนในโลกจะพัฒนา AI แข่งกันจนชนะหรือแพ้ ทุกบริษัทก็ต้องมาเข้าคิวแย่งกันซื้อชิปประมวลผลของ Nvidia ไปใช้งานอยู่ดี ยอดขายและผลกำไรของบริษัททะลุเป้าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ไตรมาสต่อไตรมาส สะท้อนว่ามีเงินสดไหลเข้ากระเป๋าจริงอย่างมหาศาล

สรุปมุมมอง: “ยังลงทุนได้อยู่นะ” แต่อย่าประมาท
หากปี 2000 คือการสร้างบ้านบนอากาศ ทุกคนแย่งกันซื้อพิมพ์เขียวทั้งที่ยังไม่มีอิฐสักก้อน… แต่ยุค AI ในปัจจุบัน คือการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีรากฐานตึกแข็งแกร่งอยู่แล้ว กำลังต่อเติมตึกให้สูงขึ้นและใช้งานได้จริง
คำตอบของคำถามที่ว่า “ตลาดหุ้นจะวิกฤตไหม?” จึงสรุปได้ว่า โอกาสที่จะเกิดการพังทลายรุนแรง (Crash) แบบปี 2000 นั้นมีค่อนข้างต่ำ เพราะรอบนี้มีกำไรและเงินสดของจริงรองรับอยู่
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นย่อมมีรอบของการ ‘ปรับฐาน’ หรือการย่อตัว 10% – 20% เป็นเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อ Big Tech ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งในระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนกังวลว่ารายได้จาก AI จะกลับมาคุ้มทุนเร็วแค่ไหน แต่อาการย่อตัวแบบนี้ ปัจจุบันยังมองว่าคือโอกาส ไม่ใช่วิกฤติ
กลยุทธ์การลงทุนใน S&P 500 และ Nasdaq สำหรับยุคนี้
- เปลี่ยนจากการไล่ราคา มาเป็น DCA (Dollar-Cost Averaging): การทยอยลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือนจะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ในวันที่ตลาดปรับฐานลงมาคุณจะได้ของถูก และในวันที่ตลาดวิ่งต่อคุณก็จะไม่ตกรถ
- กระจายความเสี่ยงให้ครอบคลุม: เพื่อลดความเสี่ยง และเปิดรับโอกาสใหม่ๆ การลงทุนในปัจจุบันจึงควรกระจายความเสี่ยงให้ครอบคลุมทั้งในแง่ของภูมิภาค เช่นกระจายลงทุนไปยังตลาดหุ้นที่น่าสนใจอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือเวียดนามเป็นต้น และกระจายความเสี่ยงในแง่ของสินทรัพย์ เช่น แบ่งสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ เผื่อลดความผันผวนเวลาหุ้นปรับฐาน
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หรือ AI อาจจะมีการปรับฐานลงมาให้เราตกใจเล่นบ้างตามกลไกตลาด แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนกลัวการลงทุน หากคุณเน้นการลงทุนระยะยาว เลือกจัดพอร์ต และบริหารความเสี่ยงให้ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี และ AI ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งที่น่าสนใจ
อ้างอิงข้อมูลจาก Investopedia, Multpl, Macrotrends
ลงทุนกับ Jitta Wealth แล้วตั้ง DCA อัตโนมัติ รับฟรี Jitta Protect วงเงินคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ สูงสุด 10 ล้านบาท
ตั้งค่า DCA อัตโนมัติได้ที่นี่
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ Jitta Protect
ผู้เขียน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01
