Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

เปิด 4 หุ้นโปรดของปู่ Warren Buffett และบทเรียนลงทุนที่คนส่วนใหญ่มองข้าม


All Category Global ETF

ไฮไลต์

  • Apple ยังเป็นหุ้นอันดับ 1 ในพอร์ตของ Warren Buffett แม้จะขายลดสัดส่วนไปบางส่วน เพราะปู่มองว่า Apple ไม่ใช่แค่หุ้นเทคฯ แต่เป็นสินค้าจำเป็นที่คนขาดไม่ได้
  • หุ้นจตุรเทพของ Berkshire Hathaway อย่าง Apple, American Express, Bank of America และ Coca-Cola ล้วนมี MOAT หรือข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่คู่แข่งเข้ามาแย่งได้ยาก
  • Buffett ไม่ได้มองแค่หุ้นถูก แต่เลือกลงทุนในธุรกิจคุณภาพดี ที่ยังเติบโตได้ในระยะยาว ตามแนวคิด “Buy a Wonderful Company at a Fair Price”
  • นักลงทุนทั่วไปอาจไม่ได้มีเวลาวิเคราะห์หุ้นแบบ Buffett การลงทุนผ่านพอร์ตกระจายความเสี่ยงทั่วโลกอย่าง Global ETF จึงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่า

ถ้าพูดถึงนักลงทุนที่ทั่วโลกยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง Warren Buffett คงเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเสมอ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา Buffett ไม่ได้แค่สร้างผลตอบแทนมหาศาล แต่ยังสร้างแนวคิดการลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นต้นแบบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้โลกจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน Warren Buffett จะลงจากตำแหน่ง และเกษียณตัวเอง แต่ Berkshire Hathaway ก็ยังยึดหลักการลงทุนที่ Buffett ทำมาตลอด นั่นคือการซื้อธุรกิจที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม ตามประโยคคลาสสิกที่ปู่เคยกล่าวไว้ว่า “Buy a Wonderful Company at a Fair Price”

แนวคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วลึกซึ้งมาก เพราะ Buffett ไม่ได้มองแค่ราคาหุ้นถูกหรือแพง แต่ปู่มองว่า ธุรกิจนี้จะยังเติบโตได้อีกไหม และคนจะยังใช้สิ่งนี้ต่อไปอีกหรือเปล่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

และถ้าดูพอร์ตของ Berkshire Hathaway วันนี้ จะเห็นว่ายังคงมีหุ้นไม่กี่บริษัทที่เขาเชื่อจริงๆ และลงทุนมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็น ‘หุ้นจตุรเทพ’ ที่กินสัดส่วนพอร์ตมหาศาลของ Berkshire ในปัจจุบัน

Apple หุ้นที่กลายเป็นหัวใจของพอร์ต Berkshire

หุ้นอันดับหนึ่งของ Berkshire วันนี้คือ AAPL หรือ Apple แม้ช่วงหลังจะมีการขายลดสัดส่วนลงบ้าง แต่ Apple ก็ยังเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในพอร์ต คิดเป็นประมาณ 20% หรือราว 1 ใน 5 ของพอร์ตทั้งหมดอยู่ดี

สิ่งที่น่าสนใจคือ Buffett เคยบอกหลายครั้งว่า เขาไม่ได้เข้าใจเทคโนโลยีลึกๆ เหมือนนักลงทุนสาย Tech คนอื่น แต่สิ่งที่เขาเข้าใจ คือพฤติกรรมผู้บริโภค และเขามองว่า Apple ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยี แต่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนขาดไม่ได้ไปแล้ว

ลองสังเกตชีวิตประจำวันของคนยุคนี้ดู เราใช้ iPhone ถ่ายรูป ใช้ AirPods ฟังเพลง ใช้ MacBook ทำงาน ใช้ Apple Watch ดูสุขภาพ ทุกอย่างเชื่อมกันหมด จนสุดท้ายคนจำนวนมาก ออกจาก Ecosystem ยากมาก นี่คือสิ่งที่เรียกว่า High Switching Cost

ยิ่งใช้นาน ยิ่งย้ายยาก เพราะข้อมูล รูปภาพ แอป และพฤติกรรมต่างๆ ถูกผูกอยู่ในระบบ Apple ไปแล้ว ต่อให้มีมือถือที่ถูกกว่า หรือแรงกว่า หลายคนก็ยังเลือกอยู่กับ Apple เหมือนเดิม เพราะความสะดวกและความคุ้นเคย

อีกอย่างที่ Buffett ชอบมาก คือแบรนด์ของ Apple เพราะ Apple ไม่ได้ขายแค่ฟังก์ชันของสินค้า แต่ขายภาพลักษณ์ ประสบการณ์ และสถานะทางสังคม คล้ายสินค้าแบรนด์เนมที่คนยอมจ่ายแพงกว่า เพราะรู้สึกถึงคุณค่าในตัวแบรนด์

นี่จึงเป็นธุรกิจที่มี Pricing Power สูง หรือสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ โดยลูกค้ายังยอมซื้ออยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Buffett มองหาเสมอในธุรกิจคุณภาพดี

เปิด 4 หุ้นโปรดของปู่ Warren Buffett และบทเรียนลงทุนที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

จาก Apple สู่ Google Berkshire กำลังมองหาอะไร

แม้ Apple จะยังเป็นพระเอกของพอร์ต แต่ช่วงหลังเริ่มเห็นว่าทีมลงทุนรุ่นใหม่ของ Berkshire เริ่มเพิ่มน้ำหนักใน GOOGL หรือ Google มากขึ้น แม้หลายคนจะเชื่อว่า Buffett ยังเป็นคนตัดสินใจหลักอยู่ก็ตาม

เหตุผลสำคัญคือ Google เองก็มีคุณสมบัติแบบ Wonderful Company เหมือนกัน ทั้งงบการเงินที่แข็งแรง กระแสเงินสดมหาศาล และการครองตลาด Search ระดับโลก รวมถึงธุรกิจ AI และ Cloud ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมากในระยะยาว

สิ่งที่น่าสนใจคือ Google มี MOAT หรือ ‘คูเมือง’ (เดี๋ยวจะอธิบายในช่วงท้ายบทความ) แข็งแรงมาก เพราะยิ่งคนใช้ Google มาก ระบบก็ยิ่งฉลาดขึ้น ข้อมูลยิ่งเยอะขึ้น และคู่แข่งก็ยิ่งตามยากขึ้น นี่คือพลังของธุรกิจที่มี Network Effects

ถ้ามองให้ลึก จะเห็นว่า Apple กับ Google จริงๆ แล้วมีจุดร่วมบางอย่างเหมือนกัน นั่นคือเป็นธุรกิจที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไปแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ Buffett ชอบมากที่สุด

American Express บริษัทที่ขายความรู้สึกพรีเมียม

อีกหนึ่งหุ้นสำคัญของ Berkshire คือ AXP หรือ American Express ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของพอร์ต

คนทั่วไปอาจมองว่า Amex ก็เป็นแค่บริษัทบัตรเครดิต แต่ความจริงแล้ว Amex แตกต่างจาก Visa หรือ Mastercard มาก เพราะ Amex ทำทั้งการออกบัตร ดูแลลูกค้า และประมวลผลการจ่ายเงินเองทั้งหมด

สิ่งนี้ทำให้ Amex ได้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้แบบละเอียด และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ลึกกว่าบริษัทบัตรทั่วไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ Amex ไม่ได้แข่งเรื่องราคาถูกเลย

หลายคนยอมจ่ายค่าธรรมเนียมบัตร Amex ทั้งที่บัตรอื่นฟรี เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือ Luxury Experience ไม่ว่าจะเป็นเลานจ์สนามบิน สิทธิพิเศษโรงแรม ร้านอาหาร หรือบริการระดับพรีเมียมต่างๆ

สุดท้าย Amex จึงไม่ใช่แค่บัตรเครดิต แต่เป็นแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและสถานะของผู้ใช้ ซึ่งนี่คือ MOAT แบบ Intangible Assets หรือสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ แต่ลอกเลียนแบบยากมาก

Bank of America หุ้น Value แบบคลาสสิกของปู่

หุ้นอีกตัวที่สะท้อนตัวตนของ Buffett ยุคดั้งเดิมได้ชัดมากคือ BAC หรือ Bank of America หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ

Buffett ชอบธุรกิจการเงินมานาน เพราะเป็นธุรกิจที่มี High Barriers to Entry สูงมาก ไม่ใช่ใครก็เปิดธนาคารแข่งได้ง่ายๆ เพราะเต็มไปด้วยกฎระเบียบ ใบอนุญาต และความน่าเชื่อถือ

จุดแข็งสำคัญของธนาคารใหญ่คือ เงินฝากต้นทุนต่ำ เพราะเมื่อคนฝากเงินไว้จำนวนมาก ธนาคารก็มีแหล่งเงินทุนราคาถูกมหาศาล ที่สามารถนำไปปล่อยกู้ต่อเพื่อสร้างกำไรได้

นอกจากนี้ ลูกค้าที่ใช้ Bank of America มักเชื่อมบริการหลายอย่างไว้ด้วยกัน ทั้งบัญชีเงินเดือน บัตรเครดิต สินเชื่อ และบัญชีลงทุน ทำให้ย้ายธนาคารค่อนข้างยาก นี่จึงเป็นอีกธุรกิจที่มี Switching Cost สูงมาก

Coca-Cola หุ้นในตำนานที่ปู่ถือจนได้เงินปันผลคืนทุน

ถ้ามีหุ้นตัวไหนที่สะท้อนความเป็น Buffett ได้ชัดที่สุด หุ้นนั้นอาจเป็น KO หรือ Coca-Cola เพราะ Buffett ถือโค้กมายาวนานมาก จนทุกวันนี้เงินปันผลที่ได้รับต่อปี มากกว่าเงินต้นที่เคยลงทุนไปตั้งแต่แรกแล้ว

Buffett ถึงขั้นดื่ม Cherry Coke ระหว่างการประชุมอยู่บ่อยๆ และเคยพูดหลายครั้งว่า เขาเข้าใจธุรกิจนี้ดี เพราะมันเรียบง่าย แต่ทรงพลัง

จริงๆ แล้ว สูตรน้ำอัดลมอาจไม่ได้ทำยาก แต่สิ่งที่ยาก คือการสร้างแบรนด์ เพราะ Coca-Cola กลายเป็นแบรนด์ที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมผู้บริโภคทั่วโลกไปแล้ว

เมื่อแบรนด์แข็งแรง บริษัทก็มี Pricing Power สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ แม้อยู่ในช่วงเงินเฟ้อ และด้วยปริมาณการผลิตระดับมหาศาลโค้ก จึงมี Economy of Scale ที่คู่แข่งรายเล็กสู้ได้ยาก

MOAT หัวใจสำคัญของการลงทุนแบบ Buffett

ถ้าสังเกตดีๆ หุ้นทั้ง 4 ตัวของ Buffett มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือ MOAT หรือความสามารถในการป้องกันคู่แข่ง

Buffett เปรียบธุรกิจเหมือนปราสาทในยุคโบราณ ถ้ามีคูเมืองลึกและกว้าง ศัตรูก็บุกเข้ามายาก ธุรกิจก็เช่นกัน ถ้ามีข้อได้เปรียบที่แข็งแรง คู่แข่งก็แย่งลูกค้าได้ยาก

MOAT ที่ Buffett ชอบมีหลายแบบ ทั้ง 

  • High Barriers to Entry อย่าง Bank of Americaร 
  • Switching Costs แบบ Apple 
  • Network Effects แบบ Google 
  • หรือ Intangible Assets อย่าง Coca-Cola และ American Express

สิ่งเหล่านี้จริงๆ ไม่ได้ใช้วิเคราะห์หุ้น แต่ยังใช้วิเคราะห์ธุรกิจทั่วไปได้ด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจที่ดี มักเป็นธุรกิจที่คนอื่นเข้ามาแย่งลูกค้าได้ยากนั่นเอง

แล้วนักลงทุนทั่วไปจะลงทุนตาม Buffett ได้อย่างไร

จริงๆ แล้ว การลงทุนตาม Buffett แบบเป๊ะๆ อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปนัก เพราะ Buffett มีทั้งเงินทุนมหาศาล ทีมวิเคราะห์ระดับโลก และเวลารอคอยที่ยาวมาก

ที่สำคัญคือ เวลาปู่ซื้อหุ้น เขาไม่ได้ประกาศทันที กว่ารายงานจะออก ราคาหุ้นก็มักขึ้นไปแล้ว อย่างกรณี Google ที่หลายคนเพิ่งรู้ตอนหุ้นขึ้นไปพอสมควรแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่ควรเรียนรู้จาก Buffett จริงๆ อาจไม่ใช่ซื้อหุ้นตัวเดียวกับปู่ แต่คือการเรียนรู้วิธีคิดของเขา เช่น การมองหาธุรกิจคุณภาพ การลงทุนระยะยาว และการไม่ Panic Sell เวลาตลาดผันผวน

สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ การค่อยๆ DCA อย่างมีวินัย อาจเหมาะกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดแบบ Buffett เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ตลาดจะขึ้นหรือลงในระยะสั้น

ถ้าอยากลงทุนแบบ Buffett แต่ไม่อยากเลือกหุ้นเองต้องทำยังไง

ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่คือ แม้จะเข้าใจหลักการของ Warren Buffett แต่การเลือกหุ้นรายตัวจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทั้งอ่านงบ วิเคราะห์ธุรกิจ ประเมินมูลค่า และติดตามโลกการลงทุนตลอดเวลา

ยิ่งในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว หุ้นที่เคยเป็นผู้นำวันนี้ อาจถูก Disrupt ได้ในอนาคต การเลือกหุ้นให้ถูกตัว และถือยาวให้ถูกจังหวะ จึงยากกว่าที่หลายคนคิด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนจำนวนมากเลือกลงทุนผ่านพอร์ตกระจายการลงทุนทั่วโลกอย่าง Global ETF แทนการเลือกหุ้นรายตัวเองทั้งหมด

เพราะแทนที่จะต้องเดาว่าบริษัทไหนจะชนะ Global ETF จะช่วยกระจายลงทุนในบริษัทคุณภาพทั่วโลก ทั้งหุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ที่กำลังมาแรง และสร้างสมดุลด้วยตราสารหนี้ ผ่าน ETF ชั้นนำระดับโลกทำให้พอร์ตมีการกระจายความเสี่ยงที่ครอบคลุม

โดยแบ่งสัดส่วนตามหลัก Modern Portfolio Theory (MPT) หรือแนวคิดการลงทุนระดับรางวัลโนเบล เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด บนกรอบความเสี่ยงที่สามารถรับได้

และที่สำคัญคือ มีระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติ ที่คอยช่วยบาลานซ์สัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาวะตลาด ช่วยให้พอร์ตสามารถเติบโตได้ในทุกสภาวะการณ์

สนใจลงทุนใน Global ETF ติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน


ดูวิดีโอ ผมเปลี่ยนวิธีลงทุนทั้งหมด… หลังเข้าใจสูตรของ Warren Buffett ได้ที่นี่