Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

จับจังหวะลงทุนพลาดแค่ 10 วัน ผลตอบแทนหายไปเกือบครึ่ง


All Category Global ETF

ไฮไลต์

  • การจับจังหวะลงทุนอาจให้ผลตอบแทนที่ดี หากซื้อและขายได้ถูกเวลา แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครทำนายตลาดได้แม่นยำทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อต้องทำต่อเนื่องนาน 20-30 ปี
  • จากการจำลองลงทุนใน Global ETF แผนเติบโตย้อนหลัง 30 ปี เงิน 10,000 บาทจะเติบโตเป็นประมาณ 122,000 บาท แต่หากพลาดเพียง 10 วันที่ตลาดขึ้นแรงที่สุด มูลค่าพอร์ตจะเหลือเพียงประมาณ 63,000 บาท แสดงให้เห็นว่าการพยายามจับจังหวะ อาจพลาดช่วงเวลาดีๆ และเสี่ยงทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าการเผชิญความผันผวนรอยู่ในตลาดตลอด
  • ในทางปฏิบัติ การจับจังหวะให้ถูกต้องทุกครั้งแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะวันที่ตลาดขึ้นแรงมักเกิดหลังช่วงที่ตลาดร่วงและนักลงทุนยังไม่กล้ากลับเข้าลงทุน ทำให้พลาดทั้งผลตอบแทนของวันนั้นและโอกาสทบต้นในระยะยาว
  • สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ การลงทุนอย่างสม่ำเสมอและอยู่ในตลาดให้นานพอ หรือ Time in the Market มักเป็นแนวทางที่ทำได้จริงกว่าการพยายามจับจังหวะลงทุนทุกครั้ง

“ซื้อให้ถูก ขายให้แพง”

เป็นหลักการลงทุนที่ถูกต้องในทางทฤษฎี เพราะถ้าซื้อได้ในช่วงที่ราคาต่ำ และขายได้ตอนราคาสูง ผลตอบแทนก็น่าจะดีกว่าการลงทุนแบบถือยาว

จึงไม่แปลกที่นักลงทุนจำนวนมากพยายาม ‘จับจังหวะลงทุน’ หรือที่เรียกว่า Timing the Market เพราะหวังว่าจะซื้อได้ในราคาที่ดีที่สุด และขายได้ในช่วงที่ทำกำไรสูงที่สุด

แต่คำถามคือ เราสามารถจับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องทุกครั้งจริงหรือ?

Timing the Market คืออะไร?

Timing the Market คือ การพยายามคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นกำลังจะขึ้นหรือลง เพื่อเลือกจังหวะเข้าซื้อและขายให้ได้ผลตอบแทนดีที่สุด

หลายคนเลือกถือเงินสดไว้ก่อน รอให้ตลาดปรับฐานแล้วค่อยลงทุน บางคนขายทำกำไรเมื่อคิดว่าหุ้นขึ้นมามากแล้ว แล้วรอซื้อกลับเมื่อราคาลดลง

วิธีนี้ไม่ได้ผิด เพราะหากคาดการณ์ได้ถูกต้อง ก็อาจสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบถือยาว

แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครสามารถทำนายตลาดได้ถูกต้องตลอดเวลา

เพราะราคาหุ้นได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย สงคราม ผลประกอบการ หรือแม้แต่ข่าวที่ไม่มีใครคาดคิด

พลาดแค่ 10 วัน ผลตอบแทนหายเกือบครึ่ง

เพื่อดูว่าการจับจังหวะตลาดมีความเสี่ยงมากแค่ไหน และส่งผลยังไงกับพอร์ตระยะยาว

เราได้จำลองการลงทุนใน Global ETF แผนเติบโต ด้วยเงิน 10,000 บาท แล้วปล่อยให้เงินก้อนนี้เติบโตต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี (1996-2025)

ผลลัพธ์พบว่า หากลงทุนต่อเนื่องโดยไม่พยายามจับจังหวะลงทุน เงิน 10,000 บาท เติบโตเป็นประมาณ 122,000 บาท

แต่ถ้าพยายามจับจังหวะ แล้วบังเอิญพลาด 10 วันที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแรงที่สุด มูลค่าพอร์ตจะเหลือเพียง 63,000 บาท เท่านั้น

หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่หายไปเกือบ 50%

และหากพลาดวันที่ดีที่สุดมากขึ้น ผลตอบแทนก็ลดลงต่อเนื่อง

  • พลาด 10 วัน เหลือประมาณ 63,000 บาท
  • พลาด 20 วัน เหลือประมาณ 41,000 บาท
  • พลาด 30 วัน เหลือประมาณ 29,000 บาท
  • พลาด 40 วัน เหลือประมาณ 21,000 บาท
  • พลาด 50 วัน เหลือประมาณ 16,000 บาท
จับจังหวะลงทุนพลาดแค่ 10 วัน ผลตอบแทนหายไปเกือบครึ่ง

ทำพลาดนิดหน่อย ทำไมกระทบพอร์ตขนาดนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่า พลาดแค่ 10 วันเอง ทำไมผลตอบแทนถึงหายไปเกือบครึ่ง? ทั้งที่เมื่อเทียบกับการลงทุน 30 ปี ช่วงเวลาแค่นี้ดูเหมือนจะสั้นมาก

คำตอบอยู่ที่ ‘ผลตอบแทนทบต้น (Compound Return)’ เมื่อเงินลงทุนสร้างผลตอบแทนได้ กำไรที่เกิดขึ้นก็จะถูกนำไปสร้างผลตอบแทนต่อในปีถัดไป ยิ่งลงทุนนาน เงินก็ยิ่งมีโอกาสเติบโตเร็วขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น คุณลงทุนมาได้ 2-3 ปี แล้วตัดสินใจขายออกจากตลาด เพราะคิดว่าหุ้นกำลังจะลง แต่วันถัดมากลับเป็นวันที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแรงที่สุดของปี

คุณจึงไม่ได้เสียแค่กำไรของวันนั้น แต่ยังเสียโอกาสที่กำไรก้อนนั้นจะเติบโตต่อไปอีกหลายสิบปี

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในช่วงต้น จึงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นส่วนต่างของเงินหลายหมื่นบาท หรือมากกว่านั้นในระยะยาว

วันที่ตลาดขึ้นแรงที่สุด มักเกิดหลังวันที่คนกลัวที่สุด

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Timing the Market เป็นเรื่องยาก คือวันที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุด มักเกิดขึ้นหลังจากช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรง หรือเต็มไปด้วยข่าวร้าย

ในช่วงเวลาแบบนั้น นักลงทุนจำนวนมากมักเลือกขายหุ้น หรือถือเงินสดไว้ก่อน เพราะคิดว่ารอให้ตลาดนิ่งแล้วค่อยกลับเข้ามาลงทุนจะปลอดภัยกว่า

แต่ในความเป็นจริง ตลาดสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า วันไหนจะเป็นวันที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรงที่สุด พอเริ่มกลับมามั่นใจอีกครั้ง โอกาสสำคัญนั้นก็อาจผ่านไปแล้ว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนจำนวนมาก แม้จะตั้งใจจับจังหวะลงทุน แต่สุดท้ายกลับพลาดช่วงเวลาที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดโดยไม่รู้ตัว

แล้วนักลงทุนทั่วไป ควรทำอย่างไร?

หากคุณเป็นนักลงทุนมืออาชีพ มีเวลาติดตามข่าวสาร วิเคราะห์ข้อมูล และพร้อมซื้อขายอยู่ตลอดเวลา การจับจังหวะลงทุนอาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เลือกใช้ได้

แต่สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ การพยายามจับจังหวะลงทุนให้ถูกต้องตลอด 20-30 ปี แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะระหว่างทางย่อมมีวันที่งานยุ่ง วันที่ไม่สบาย วันที่มีเหตุฉุกเฉิน หรือวันที่อารมณ์เข้ามามีผลต่อการตัดสินใจ

ดังนั้น แทนที่จะเสียเวลาไปกับการทายว่าพรุ่งนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง หลายคนจึงเลือกใช้วิธีที่ทำได้จริงกว่า นั่นคือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และปล่อยให้เวลาทำงาน

Time in the Market สำคัญกว่า Timing the Market

ในโลกการลงทุน มีประโยคหนึ่งที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ

“Time in the Market is more important than Timing the Market”

หรือแปลได้ว่า “การอยู่ในตลาดให้นานพอ สำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะลงทุน”

ไม่ได้หมายความว่าการจับจังหวะลงทุนเป็นเรื่องผิด แต่หมายความว่า การจับจังหวะให้ถูกต้องทุกครั้ง และทำได้ต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี เป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครทำได้

ในทางกลับกัน การลงทุนอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้เราได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของตลาด และผลตอบแทนทบต้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว

อยากเลิกจับจังหวะลงทุน ควรลงทุนอะไร?

หากกำลังมองหาพอร์ตสำหรับลงทุนระยะยาว Global ETF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก และตราสารหนี้คุณภาพดีของสหรัฐฯ ไว้ในพอร์ตเดียว

พร้อมระบบปรับสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติ ช่วยให้พอร์ตยังคงเหมาะสมกับแผนการลงทุนในระยะยาว โดยไม่ต้องคอยจับจังหวะลงทุนด้วยตัวเอง

หากคุณกำลังรอวันที่ดีที่สุดเพื่อเริ่มลงทุน วันนั้นอาจผ่านไปแล้ว ส่วนวันที่ดีรองลงมาอาจเป็นวันนี้ เริ่มต้นให้เร็ว และรักษาวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ให้เวลาและผลตอบแทนทบต้นมีเวลาทำงานเต็มที่ และส่งคุณไปสู่เป้าหมายการเงินที่ตั้งใจไว้

ลงทุนใน Global ETF เริ่มต้นเพียง 10,000 บาท พร้อมตั้ง DCA อัตโนมัติ เพื่อสร้างวินัยในการลงทุนระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้เงินเติบโตไปพร้อมกับเป้าหมายทางการเงินของคุณครับ

สนใจลงทุนใน Global ETF ติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน


ดูวิดีโอ DCA vs จับจังหวะลงทุน แบบไหนผลตอบแทนดีกว่า? เปิดสถิติย้อนหลัง 30 ปี | AMA Ep.53 ได้ที่นี่


ผู้เขียน 

Jitta Wealth

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01