Global ETF ปี 2568 พิสูจน์อีกปี กับผลตอบแทนที่น่าประทับใจ
ไฮไลต์
- Global ETF พิสูจน์บทบาทพอร์ตหลัก (Core Port) อีกครั้งในปี 2568 ท่ามกลางตลาดโลกที่ผันผวนหนัก
- แผนเติบโตทำผลตอบแทน +18.66% (USD) สูงกว่าผลตอบแทนคาดหวังระยะยาวที่ 8% ต่อปี
- แม้เงินบาทแข็งราว 10% แต่แผนเติบโต (+8.92% THB) และแผนสมดุล (+5.7% THB) ยังใกล้เคียงเป้าหมายระยะยาว
- จุดแข็งไม่ใช่แค่ ‘กำไร’ แต่คือ ความผันผวนต่ำ ที่ทำให้สามารถลงทุนระยะยาวได้อย่างอุ่นใจ
- พอร์ตกระจายสินทรัพย์แบบ Global ETF ช่วยลดแรงเหวี่ยง ทำให้นักลงทุนไม่ตื่นตระหนกและขายขาดทุนกลางทาง เหมาะเป็นพอร์ตตั้งต้นสำหรับนักลงทุนทุกระดับ ก่อนต่อยอดด้วยพอร์ตรอง (Satellite) ในธีมเฉพาะทาง
ในโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองหาไม่ใช่แค่ ‘ผลตอบแทนสูงสุด’ แต่คือ ‘พอร์ตที่ทำให้เรานอนหลับได้สบายใจ’ และยังคงเดินหน้าไปตามเป้าหมายระยะยาวได้อย่างสม่ำเสมอ
ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่ทดสอบความอดทนของนักลงทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมือง สงครามการค้า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในบางภูมิภาค ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ตลาดผันผวนอย่างรุนแรงในช่วง Trump ประกาศภาษี (Trump’s Liberation Day) ที่ทำให้หลายดัชนีทั่วโลกปรับตัวลงแรงในเวลาอันสั้น
ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ พอร์ตแบบกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) อย่าง Global ETF กลับแสดงให้เห็นบทบาทของตัวเองได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ในฐานะพอร์ตหลัก (Core Port) ที่ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่ยืนระยะได้จริง
ผลตอบแทน Global ETF ปี 2568
ถ้ามองจากตัวเลขผลตอบแทน Global ETF ในปี 2568 ก็ให้ผลตอบแทนที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในแผนเติบโต (Growth) ซึ่งมีสัดส่วนหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% ให้ผลตอบแทน +18.66% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)
ตัวเลขนี้ถือว่าสูงกว่าผลตอบแทนคาดหวังระยะยาว 8% ต่อปีอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลตอบแทนนี้ไม่ได้เกิดจากการจับจังหวะ หรือคาดเดาตลาด แต่เกิดจากโครงสร้างพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก และมีระบบปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) อย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวโอกาสจากหลายภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม
เพราะในความเป็นจริง การถือหุ้นสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป บางปีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) กลับมาแรง บางปีหุ้นญี่ปุ่นหรือยุโรปโดดเด่น และบางช่วงหุ้นเทคฯ อาจแผ่วลงพร้อมกันทั้งกลุ่ม
Global ETF จึงถูกออกแบบมาเพื่อไม่ต้องมาเครียดคอยคาดเดาตลาด แต่ใช้หลักการกระจายความเสี่ยงและปรับพอร์ตอย่างมีระบบ ให้พอร์ตค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงแทน
ผลตอบแทน Global ETF สกุลเงินบาท
หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนไทยให้ความสำคัญมากคือ ‘ค่าเงิน’ โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 10% ทำให้ผลตอบแทนในรูปเงินบาทดูต่ำกว่าที่เห็นในสกุลเงินดอลลาร์
เมื่อแปลงผลตอบแทนมาเป็นเงินบาทแล้ว ตัวเลขจะออกมาเป็นดังนี้
- แผนเติบโต: จาก +18.66% (USD) → ประมาณ +8.92% (THB)
- แผนสมดุล: จาก +15.15% (USD) → ประมาณ +5.7% (THB)
- แผนพอเพียง: จาก +10.11% (USD) → ประมาณ +1.07% (THB)
จะเห็นว่า แม้จะโดนผลกระทบจากค่าเงินไปพอสมควร แต่ในมุมของแผนเติบโตและแผนสมดุล ผลตอบแทนก็ยังใกล้เคียงกับระดับที่คาดหวังไว้ตามกลยุทธ์ระยะยาว
ส่วนแผนพอเพียงที่มีสัดส่วนหุ้นน้อยกว่า ผลตอบแทนจึงถูกกดลงมากกว่า ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของพอร์ตที่เน้นความเสถียรมากกว่าการเติบโต
อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินจะเข้ามากระทบให้ผลตอบแทนน้อยลง แต่สินทรัพย์ที่ลงทุนยังคงเติบโตได้ดี

Global ETF กระจายความเสี่ยง พอร์ตผันผวนต่ำ
นอกจากผลตอบแทนที่ Global ETF ทำได้ดีในปีที่ผ่านมา อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่น ก็คือ ‘การกระจายความเสี่ยง’ และปีที่ผ่านมาก็เป็นอีกปีที่ Global ETF ได้พิสูจน์ว่าสามารถช่วยให้พอร์ตผันผวนต่ำ และนักลงทุนสามารถถือพอร์ตผ่านช่วยวิกฤติได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง เช่นช่วง Liberation Day ดัชนีหุ้นทั่วโลกหลายตัวทำ Maximum Drawdown (การปรับตัวลงสูงสุดจากจุดสูงสุด) ค่อนข้างแรง
- S&P 500: -18.90%
- Nasdaq: -23.87%
- CSI 300: -10.49%
- Hang Seng: -19.95%
- SET Index: -23.59%
- VNI: -18.11%
- TOPIX: -18.71%
ในขณะที่ Global ETF (พอร์ตตัวอย่าง) มี Maximum Drawdown อยู่ที่ประมาณ -11.93% ซึ่งต่ำกว่าดัชนีส่วนใหญ่
แม้ Global ETF จะมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ ประมาณ 50% แต่ในช่วงที่หุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงเกือบ -20% พอร์ต Global ETF กลับลดลงเพียงราว -10% เท่านั้น
เพราะการลงทุนไม่ควรมองแค่ผลตอบแทน
ในทางทฤษฎี ทุกคนรู้ว่าต้องถือยาว แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อพอร์ตติดลบ -20% หลายคนเริ่มทนไม่ไหว และเลือกขายตัดขาดทุน (Cut Loss) ออกมาแทน
ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้กลับเข้าไปทันจังหวะตลาดฟื้นตัว และสุดท้าย การขายตัดขาดทุนก็กลายเป็นการ ‘ขาดทุนถาวร’ ทั้งที่ถ้าถือผ่านช่วงนั้นไปได้ ผลลัพธ์อาจต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นักลงทุนในตำนานอย่าง Warren Buffett เคยพูดไว้ว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นร่วง -50% ไม่ได้ ก็ไม่ควรลงทุนในหุ้นตั้งแต่แรก
แม้เหตุการณ์แบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นก็เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง และอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
พอร์ตที่ให้ผลตอบแทนสูง มักมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงเช่นกัน คำถามคือ เรารับความผันผวนนั้นได้จริงหรือไม่ หากไม่มั่นใจ การลงทุนในพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมอย่าง Global ETF ก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
ให้ Global ETF เป็นพอร์ตแรกของคุณ
สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มต้น หรือยังไม่แน่ใจว่าควรจัดพอร์ตอย่างไร Global ETF เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดความซับซ้อนของการตัดสินใจ
พอร์ต Global ETF ออกแบบภายใต้ทฤษฎี Modern Portfolio Theory ทฤษฎีรางวัลโนเบลที่เน้นกระจายความเสี่ยงลงทุนหลายสินทรัพย์ในสัดส่วนที่สามารถทำผลตอบแทนได้สูงบนกรอบความเสี่ยงที่สามารถรับได้
มีระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติ ระหว่างสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น) และสินทรัพย์ที่มีความเสถียร (เช่น พันธบัตร) ช่วยให้พอร์ตปรับตัวตามสภาวะตลาดได้อย่างมีระบบ
เมื่อเรามี Core Port ที่นิ่งพอแล้ว ค่อยไปเติมพอร์ตรอง (Satellite Port) อย่าง Thematic Optimize, Jitta Ranking หรือ Jitta Ranking Alpha เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตในธีมหรือประเทศเฉพาะทางก็ยังไม่สาย
ดูรายละเอียดนโยบาย Global ETF ได้ที่นี่
หากสนใจลงทุนกับ Jitta Wealth สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ Line: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน