Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ


All Category Global ETF

ไฮไลต์

  • ในช่วงสงคราม ตลาดหุ้นมักปรับตัวลงจากความกังวลของนักลงทุน แต่หลังจากนั้น ราคาหุ้นมักกลับมาฟื้นตัวตามพื้นฐานเศรษฐกิจ
  • ข้อมูลจาก Morningstar พบว่า นักลงทุนที่อยู่ในตลาดต่อเนื่องในช่วงสงคราม มีเงินเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว ตรงข้ามกับคนที่หันไปถือเงินสดที่ขาดทุน 35%
  • Warren Buffett ไม่แนะนำให้ถือเงินสดช่วงสงคราม เพราะช่วงสงครามมักเกิดเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าเงินสดลดลง การลงทุนในสินทรัพย์ที่ดีจึงช่วยรักษามูลค่าเงินในระยะยาวได้
  • กลยุทธ์การลงทุนช่วงสงคราม คือ การลงทุนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

ในช่วงเวลาที่ข่าวความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ควรถอนเงินออกจากตลาดก่อนดีไหม?

เพราะโดยทั่วไปเมื่อเกิดสงคราม ตลาดหุ้นมักผันผวน เพราะนักลงทุนบางส่วนเลือกขายสินทรัพย์ออกมาก่อน เพื่อรอดูความชัดเจน ส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก

แต่นั่นคือวิธีที่ถูกต้องแล้วจริงเหรอ เพราะพอลองย้อนดูอดีตจนถึงปัจจุบัน ในระยะยาวแล้วภาพรวมตลาดหุ้นไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนคิด 

แล้วแบบนี้ควรทำอย่างไร เราจะพาคุณไปหาคำตอบจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นผ่านสงครามมาแล้วหลายครั้ง

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

• สงครามโลก
• สงครามเกาหลี
• สงครามเวียดนาม
• สงครามอ่าวเปอร์เซีย
• สงครามซีเรีย
ฯลฯ

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้โลกจะเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ ตลาดหุ้นก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ

ยกตัวอย่างเช่น ดัชนี S&P 500 ที่แม้จะปรับตัวลงในช่วงแรกที่เกิดสงคราม แต่ท้ายที่สุดก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ แถมทุกครั้งที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมา ยังเดินหน้าเติบโตเพิ่มข้ึนอีกด้วย

เพราะสงครามเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น ที่สุดท้ายต้องยุติลงเสมอ และเมื่อสงครามยุติลง ความชัดเจนต่างๆ กระจ่างขึ้น เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้มากขึ้นในระยะยาว

ทำไมสงครามจึงกลายเป็นโอกาสลงทุน

ช่วงเริ่มต้นสงคราม ตลาดหุ้นมักเผชิญแรงขายจากความกลัวของนักลงทุน โดยเฉพาะตอนที่เริ่มต้นสู้รบกัน ตลาดหุ้นมักลงไปทำจุดต่ำสุดเสมอ

ในบางกรณี ตลาดอาจร่วงลงอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นที่ต้องใช้ Circuit Breaker หรือคำสั่งการระงับการซื้อขายชั่วคราว เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วง Covid-19

อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุนระยะยาว ช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรงกลับเป็นโอกาส

ทั้งนี้ เพราะแรงขายจำนวนมากเกิดจากความกลัว หรือการถูกบังคับขาย (Forced Sell) จากการใช้เครื่องมือเก็งกำไร (Leverage) ทำให้ราคาหุ้นบางตัวลดลงต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของธุรกิจ หรือราคาร่วงลงแรงทั้งๆ ที่ธุรกิจยังดำเนินต่อได้ตามปกติ

‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ

หากซูมเข้ามาในช่วง 10 ปีล่าสุดของ S&P 500 (2016-2026) จะพบว่า แม้โลกจะเผชิญกับวิกฤติใหญ่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น

• สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน
• สงครามรัสเซีย-ยูเครน
• สงครามอิสราเอล-ฮามาส
• ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

แต่ดัชนี S&P 500 ยังสามารถทำผลตอบแทนได้สูงถึง 238.69% (ผลตอบแทนของการลงทุนตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ปี 2016 ถึงวันที่ 3 มีนาคม ปี 2026)

ซึ่งตัวเลขด้านบนแสดงให้เห็นว่า แม้ตลาดจะผันผวนจากสงคราม แต่ก็เป็นความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น และแนวโน้มระยะยาวยังคงเป็นขาขึ้น เพราะธุรกิจน้ำดียังคงสร้างผลกำไร ผลักดันให้ราคาหุ้นเติบโต

ซึ่งคนที่เห็นโอกาสในวันที่ตลาดร่วงแรงช่วงวิกฤติ จะเป็นคนที่ได้กำไรจากการปรับตัวของราคาหุ้น (Capital Gain) ในวันที่ตลาดฟื้นตัวกลับมาได้มากที่สุด

Warren Buffett ก็ลงทุนช่วงสงคราม

หนึ่งในนักลงทุนระดับโลกที่เคยกล่าวถึงการลงทุนในช่วงสงคราม คือ Warren Buffett

เขาเคยกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

“You’re going to invest your money in something over time. If a major war happens, the value of money will go down.”

คำพูดนี้เกิดขึ้นในปี 2014 ช่วงที่รัสเซียเข้ายึดคาบสมุทรไครเมียจากยูเครน ซึ่ง Buffett อธิบายไว้ว่า ไม่ว่าอย่างไร เงินของเราควรลงทุนในสินทรัพย์อะไรสักอย่าง เพราะถ้าเกิดสงครามครั้งใหญ่ สิ่งที่มูลค่ามักลดลงก่อนคือ ‘เงินสด’

เพราะในอดีต สงครามมักมาพร้อมกับ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การพิมพ์เงิน หรือค่าเงินที่อ่อนลง ดังนั้นการถือ สินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ มักดีกว่าการถือเงินสดเพียงอย่างเดียว

และBuffett ไม่ได้บอกให้ซื้อหุ้นเท่านั้น แต่แนะนำให้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ฟาร์ม หรืออะพาร์ตเมนต์ ขอแค่เป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ย่อมดีกว่าการกอดเงินสดเอาไว้

ลงทุนต่อดีกว่าถอนออกมารอจังหวะ

ข้อมูลจาก Morningstar Direct ซึ่งใช้ดัชนี MSCI USA GR เป็นตัวแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

มาจำลองสถานการณ์ว่า ถ้ามีคนลงทุน $100 ตั้งแต่ปี 2000 แล้วเมื่อเกิด วิกฤติการเงินโลกปี 2008-2009 นักลงทุนตัดสินใจต่างกัน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ
  • ผลลัพธ์พบว่าคนที่ ลงทุนต่อเนื่อง ไม่ขายตอนตลาดตก เงินเติบโตเป็น $312
  • คนที่ ขายตอนตลาดตก แล้วรอ 1 ปีค่อยกลับมาลงทุน เงินเหลือ $203
  • คนที่ ขายแล้วถือเงินสดต่อ เงินเหลือเพียง $65

เหตุผลที่การตัดสินใจต่างกันนิดเดียว ผลตอบแทนถึงต่างกันมาก เพราะช่วงที่ตลาดฟื้นตัวแรงที่สุด มักเกิดขึ้นเร็วมากหลังจากจุดต่ำสุด

ดังนั้นเมื่อเราขายออกจากตลาด แล้วรอให้สถานการณ์ดู ‘ปลอดภัยก่อน’ หลายครั้งเราจะ พลาดช่วงการฟื้นตัวที่สำคัญที่สุดไป และแค่พลาดช่วงนั้นไม่กี่วัน ผลตอบแทนระยะยาวก็อาจต่างกันมากอย่างที่เห็นในกราฟ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนระดับโลกหลายคนพูดตรงกันว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน ไม่ใช่การทำนายตลาดให้ถูก แต่คือ การอยู่กับตลาดให้นานพอ”

ควรลงทุนอย่างไรในภาวะสงคราม

การลงทุนที่ดีที่สุดในช่วงสงคราม คือ การลงทุนแบบ DCA (Dollar-cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง

เพราะการ DCA ช่วยให้เราไม่ต้องคอยจับจังหวะตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา และช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ไม่ว่าตลาดจะปรับตัวขึ้น หรือตลาดจะปรับตัวลงก็ตาม

เรื่องนี้พิสูจน์มาแล้ว

‘ลงทุนช่วงสงคราม’ วิกฤติหรือโอกาส? ประวัติศาสตร์มีคำตอบ

จากแบบจำลองพบว่า หากคุณลงทุนในดัชนี S&P 500 เดือนละ 10,000 บาท ต่อเนื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) พอร์ตของคุณจะเติบโตเท่าตัวเป็น 1,529,569.72 บาท จากเงินต้น 840,000 บาท

แต่ DCA จะได้ผล ต้องมีพอร์ตที่ดี

เพราะแม้การ DCA จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องลงทุนในพอร์ตที่ดี ที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาวด้วย

ซึ่งพอร์ตลงทุนที่ดี หมายถึง พอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี เช่น ลงทุนครอบคลุมหลายสินทรัพย์ ลงทุนครอบคลุมหลายภูมิภาค หรือเป็นพอร์ตที่สามารถปรับปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เป็นต้น

สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในช่วงวิกฤติ Jitta Wealth มีพอร์ตลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น

Global ETF

พอร์ตที่กระจายการลงทุนทั่วโลก ครอบคลุมหุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นประเทศกำลังพัฒนา และตราสารหนี้คุณภาพดี ผ่าน ETF ชั้นนำ พร้อมระบบปรับพอร์ตให้อัตโนมัติ เริ่มต้นเพียง 10,000 บาท และเพิ่มทุนขั้นต่ำครั้งละ 1,000 บาท

รายละเอียดนโยบาย Global ETF

Omni Fund

พอร์ตกระจายความเสี่ยงทั่งโลกและตราสารหนี้เช่นเดียวกับ Global ETF แต่ลงทุนผ่านกองทุนรวม ไม่ต้องปวดหัวเรื่องภาษีลงทุนต่างประเทศ เริ่มต้นเพียง 1,000 บาท และเพิ่มทุนขั้นต่ำครั้งละ 1,000 บาท

รายละเอียดนโยบาย Omni Fund

หากสนใจ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร.02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับ 2 นโยบายการลงทุนของเราเพิ่มเติม สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ Omni Fund vs Global ETF ต่างกันอย่างไร พอร์ตไหนเหมาะกับคุณ


ดูวิดีโอ ‘สงครามทำหุ้นตกจริงไหม? สถิติ 100 ปีของตลาดหุ้นตอบชัด’ ได้ที่นี่

Cookie Settings