Skip to content - ข้ามไปที่เนื้อหา
blog

หมดห่วงเรื่องภาษีหุ้นนอก! ให้ Jitta Wealth ช่วยปั้นพอร์ตโตระยะยาว พร้อมวางแผนเสียภาษี 0%


All Category

ไฮไลต์

  • ภาษีหุ้นต่างประเทศไม่ได้เสียสูงสุด 35% ทันทีอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คิดแบบอัตราก้าวหน้า และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนช่วยลดภาษีได้
  • เงินต้นที่นำกลับไทยไม่เสียภาษี เสียเฉพาะส่วนต่างกำไรเท่านั้น คำนวณจากเงินโอนออก-เข้าไทย 
  • การลงทุน ETF ต่างประเทศโดยตรง อาจคุ้มกว่ากองทุนรวมไทยในระยะยาว แม้ต้องเสียภาษี เพราะค่าธรรมเนียมที่ต่างกันเพียง 1% อาจทำให้พอร์ตหายไปหลายล้านบาทในระยะยาว
  • หากลงทุนระยะยาว สามารถวางแผนถอนออกมาใช้ตอนเกษียณเพื่อให้อัตราภาษีเป็น 0% ได้

หนึ่งในความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของนักลงทุนไทยในยุคนี้ เมื่อคิดจะนำเงินไปเติบโตในตลาดต่างประเทศคงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ภาษีเงินได้จากต่างประเทศ’ ยิ่งมีกระแสข่าวหรือบทความสรุปสั้นๆ บนโลกออนไลน์ที่บอกว่า “ถ้าเอากำไรกลับมาไทย ต้องเจอภาษีสูงสุดถึง 35%!” ยิ่งทำให้หลายคนตื่นตระหนก จนบางคนถึงกับพับแผนการลงทุน เลือกไม่ไปลงทุนต่างประเทศเลย ซึ่งน่าเสียดายโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างมาก

วันนี้เราจะมาเจาะลึกความจริงแบบละเอียดยิบ พร้อมกางตัวเลขวิธีคิดให้เห็นกันชัดๆ ว่า “ภาษีต่างประเทศไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และสามารถบริหารจัดการได้” รวมถึงมาเปรียบเทียบให้ดูกันว่า ระหว่างการลงทุน ETF ต่างประเทศโดยตรง กับการลงทุนผ่านกองทุนรวมในไทย แบบไหนจะคุ้มค่ามากกว่ากัน!

ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่: นำเงินกลับไทย ต้องเสียภาษี 35% จริงหรือ?

คำตอบสั้นๆ คือ “ไม่จริง” นั่นเป็นความกลัวที่เกิดจากการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หลักการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากต่างประเทศของสรรพากร มีกฎเหล็กสำคัญ 2 ข้อที่คุณต้องรู้เพื่อสยบความกลัว ได้แก่:

  1. เงินต้นไม่เสียภาษี: ภาษีจะจัดเก็บเฉพาะส่วนที่เป็น ‘กำไร (Capital Gain)’ เท่านั้น สมมติคุณโอนเงินไปลงทุน 3 ล้านบาท พอร์ตโตเป็น 15 ล้านบาท (แปลว่าเป็นเงินต้น 3 ล้าน + กำไร 12 ล้าน) หากคุณโอนเงินกลับมาไทย 3 ล้านบาทแรกที่เป็นส่วนของเงินต้น คุณจะไม่ต้องเสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว
  2. คิดภาษีแบบอัตราก้าวหน้า ไม่ใช่เหมาจ่าย 35%: ส่วนที่เป็นกำไรเมื่อนำกลับเข้ามาในประเทศ จะถูกนำไปคิดรวมเป็น ‘เงินได้พึงประเมิน’ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ ซึ่งประเทศไทยใช้ระบบขั้นบันได (ตั้งแต่ 5% ไปจนถึงสูงสุด 35%) และที่สำคัญคือ กำไร 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี! ส่วนถัดไปช่วง 150,001 – 300,000 บาท ก็เสียเพียงแค่ 5% เท่านั้น ไม่ใช่เปิดฉากมาก็โดน 35% เลยแบบที่หลายคนเข้าใจผิด

ภาษีเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องแรกที่ต้องคิด

ปัจจุบันเราอาจกำลังหลงประเด็น และไปกังวลว่าต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ก่อนจะคิดว่าสินทรัพย์ที่จะไปลงทุนให้ผลตอบแทนเป็นยังไงด้วยซ้ำ 

การศึกษาเรื่องประเด็นภาษีตั้งแต่เริ่มเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสำคัญ แต่ก่อนที่คุณจะมากังวลว่าต้องเสียภาษีเยอะหรือน้อย พอร์ตของคุณต้องทำกำไรให้ได้ก่อน

ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรคำนึงคือ คุณจะลงทุนในสินทรัพย์อะไร ความเสี่ยงเป็นแบบไหน ต้องจัดพอร์ตอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนถึงเป้าหมาย

เพราะการลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรงที่ต้องนำกำไรมาคำนวณจ่ายภาษี เมื่อเทียบกับส่วนต่างค่าธรรมเนียม (TER) ของกองทุนรวมในไทย ที่จะไปซื้อ ETF ต่างประเทศให้อีกที ซึ่งแม้จะไม่ต้องนำกำไรมาเสียภาษี แต่สุดท้ายแล้วการลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง อาจ ‘คุ้มค่า’ กว่ามากก็ได้

เราจะมาคำนวณเปรียบเทียบให้ดูกัน

เปรียบเทียบการลงทุน ETF โดยตรงกับการลงทุนในกองทุนรวม

ก่อนจะไปดูเรื่องการคำนวณภาษีตอนถอน เรามาดูฝั่ง ‘ต้นทุน’ ระหว่างการลงทุนทั้ง 2 แบบก่อน

  • ลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง ที่มีผลตอบแทนทบต้นประมาณ 8% ต่อปี
  • ลงทุนในกองทุนรวมไทย (Feeder Fund) ที่ไปซื้อ ETF นั้นอีก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะมีส่วนต่างค่าธรรมเนียม (TER) อยู่ที่ประมาณ 0.40%-1.20% ต่อปี 

เมื่อลองนำมาคำนวณว่าถ้าคุณลงทุนและ DCA ทุกเดือน เดือนละ 10,000 บาทเป็นเวลา 30 ปี และสมมติว่าส่วนต่างค่าธรรมเนียม (TER) คือ 1%  

  • ลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง: มูลค่าพอร์ต (NAV) 14,903,594 บาท (ต้นทุน 3,600,000 บาท กำไร 11,303,594 บาท)
  • ลงทุนในกองทุนรวมไทย (Feeder Fund): มูลค่าพอร์ต (NAV) 12,199,710 บาท (ต้นทุน 3,600,000 บาท กำไร 8,599,710 บาท) 

จะเห็นได้ว่า 1% ที่ดูเหมือนไม่เยอะ แต่เมื่อผลตอบแทนทบต้นหลายๆ ปี ส่วนต่างกลับมากถึง 2,703,885 บาทเลยที่เดียว

และเงินก้อนนี้แหละคือ ‘ค่าเสียโอกาส’ ที่คุณต้องจ่ายเพื่อหนีความกลัวเรื่องภาษี

วิธีคิด และวิธีคำนวณภาษีแบบละเอียดตอนเกษียณ

ทีนี้มาดูในเชิงปฏิบัติกันว่า ถ้าเราเลือก ลงทุน ETF ต่างประเทศโดยตรง จนพอร์ตโตเป็น 14,903,594 บาทเมื่อเราเกษียณตอนอายุ 65 ปี และต้องการถอนเงินกลับมาใช้ในไทยในอัตรา 5% ต่อปี วิธีการคิดภาษีจะเป็นอย่างไร?

  • เงินที่ถอนกลับมาไทยต่อปี: 745,180 บาท

เมื่อคุณอายุ 65 ปีและไม่มีรายได้อื่น (นอกจากเงินลงทุนก้อนนี้) คุณจะได้สิทธิหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ดังนี้:

  1. กำไรที่นำกลับเข้ามา (เงินได้): 745,180 บาท 
  2. หักลดหย่อนส่วนบุคคล: 60,000 บาท
  3. หักลดหย่อนผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป): 190,000 บาท
  4. เงินได้สุทธิเพื่อนำไปคิดภาษี: 745,180 – 60,000 – 190,000 = 495,180 บาท

(กรณีนี้คือไม่ได้หักส่วนของต้นทุนที่ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษี และส่วนของการลดหย่อนอื่นๆ ที่อาจมีเพิ่มเติมในแต่ละบุคคล) 

คำนวณภาษีตามขั้นบันไดจริง 

  • 150,000 บาทแรก ยกเว้นภาษี (ภาษี = 0 บาท)
  • 150,001 – 300,000 บาท (ฐาน 5%) เสียภาษี 7,500 บาท
  • 300,001 – 500,000 บาท (ฐาน 10%) เสียภาษี 19,518 บาท

รวมภาษีที่ต้องจ่ายจริงต่อปี: ประมาณ 27,018 บาทเท่านั้น!

คิดเป็นอัตราภาษีจริง (Effective Tax Rate) เพียงแค่ 3.63% เท่านั้น ไม่ใช่ 35% 

เปรียบเทียบความคุ้มค่า

เมื่อลงเทียบดู คุณลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง ได้เงินเพิ่มมา 2,703,885 บาท คุณเสียภาษีปีละ 27,018 บาท

หมายความว่า คุณสามารถถอนเงินมาใช้แบบนี้ พร้อมกับเสียภาษีไปอีก 100 ปี! ถึงจะเท่ากับเงินส่วนต่าง 2.7 ล้านบาทที่คุณได้เพิ่มมาจากการลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง ซึ่งคุ้มค่ากว่ากันแบบเห็นได้ชัดเจน

(Jitta Wealth มีเครื่องมือคำนวณภาษี เพื่อให้คุณวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น กดใช้ฟรีที่ล่างบทความนี้ได้เลย)

วิธีบริหารจัดการภาษีให้เหลือ 0% แบบนักลงทุนระยะยาว

หากคุณยังรู้สึกว่าไม่อยากเสีย 27,000 บาทนี้ไป มีกลยุทธ์ที่คุณสามารถทำได้อีกเพียบ 

  1. ถอนเฉพาะเงินต้นออกมาก่อน: ในเมื่อเงินต้นทั้งหมดของคุณมีอยู่ 3.6 ล้านบาท หากคุณทยอยถอนกลับไทยปีละ 720,000 บาท คุณจะถอนได้ติดต่อกันถึง 5 ปีเต็มโดยภาษีเป็น 0 บาท เพราะแจ้งสรรพากรว่าเป็นส่วนของเงินต้นที่โอนกลับมา ส่วนกำไรก็ปล่อยให้มันวิ่งเติบโตทบต้นต่อไปในพอร์ตต่างประเทศ และค่อยถอนกลับมาแค่พอใช้ ปีละ 400,000 บาทก็จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเลย 
  1. ใช้สิทธิลดหย่อนอื่นๆ มาช่วยยืดหยุ่น: ในวัยเกษียณหรือระหว่างทาง คุณยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนทั่วไปมาหักลบเงินได้สุทธิตอนยื่นภาษีประจำปีได้อีก เช่น เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐในอนาคตต่างๆ หรือแม้กระทั่งการบริจาคเงิน ซึ่งหากวางแผนดีๆ เงินได้สุทธิของคุณอาจจะเหลือไม่ถึงเกณฑ์ และทำให้ภาษีกลายเป็น 0 บาทได้สบายๆ
  1. ส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน: หากลงทุนยาวจนวายชนม์ พอร์ตนี้จะกลายเป็นมรดกตกทอด ซึ่งตามกฎหมายไทย มรดก 100 ล้านบาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก และที่สำคัญคือ ลูกหลานที่รับมรดกนี้ไปไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากต่างประเทศในนามของคุณแล้ว เพราะเจ้าของเงินเดิมได้เสียชีวิตไปแล้ว เงินก้อนนี้จะหลุดเข้าสู่เกณฑ์ภาษีมรดกทันที
  1. อยู่เมืองไทยน้อยกว่า 180 วัน: ออกท่องเที่ยวหรืออาศัยอยู่นอกประเทศไทยเกิน 180 วัน (นับรวมทั้งปี เข้าออกแบบไม่ต่อเนื่องก็ได้) ก็จะเข้าเกณฑ์ไม่ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ หากนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกัน

ควรตัดสินใจลงทุนอย่างไรดี?

เลือกลงทุน ETF ต่างประเทศโดยตรง

เหมาะสำหรับคนที่อยากลงทุนระยะยาว ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดของพลังดอกเบี้ยทบต้น อยากได้เงินงอกเงยเต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถทยอยนำเงินได้กลับมาใช้ได้ และพร้อมบริหารจัดการภาษี ซึ่งปัจจุบันหากลงทุนกับ Jitta Wealth ก็จะมีเครื่องมือช่วยคำนวณ และจัดการได้ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะเอกสารข้อมูลสำหรับยื่นภาษี Jitta Wealth จัดการให้ 

ลงทุนผ่านกองทุนรวม 

เหมาะสำหรับคนที่มีแผนต้องใช้เงินก่อนเกษียณ  เช่น ลงทุนเพื่อลูก ลงทุนเพื่อซื้อรถ ซื้อบ้าน พอใจกับผลตอบแทนละส่วนต่างค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นได้ และไม่อยากยุ่งยากมาบริหารภาษีกำไรหุ้นนอก  ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่ง Jitta Wealth เองก็มีพอร์ต Omni Fund ที่กระจายลงทุนทั่วโลก ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ โดยจัดสรรกองทุนรวมคุณภาพ พร้อมคอยปรับพอร์ตให้อัตโนมัติ

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ควรให้ความสำคัญกับหลักการลงทุน ผลตอบแทนและความเสี่ยง ว่าสามารถพาคุณไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่ ส่วนเรื่องภาษีนั้น สามารถบริหารจัดการได้ 

สุดท้ายนี้อยากให้นักลงทุนเข้าใจว่า ภาษีไม่ใช่ ‘กำแพง’ ที่ห้ามไม่ให้เราไปลงทุน แต่เป็นเพียง ‘กติกา’ ที่ถ้าเราเข้าใจและรู้จักวิธีบริหารจัดการอย่างดีแล้ว เราจะพบว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอิสรภาพทางการเงินที่คุณจะได้รับในบั้นปลายชีวิต 


ฟรี! เครื่องมือคำนวณภาษี เปรียบเทียบความคุ้มค่าในการลงทุน

วางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น ด้วยเครื่องมือที่จะช่วยคุณคำนวณความคุ้มค่าระหว่างการลงทุนใน ETF ต่างประเทศโดยตรง กับการลงทุนผ่านกองทุนรวม คลิกเพื่อใช้งานที่นี่


ที่มา:  Q&A การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากร  

บทความนี้เป็นการตีความจากประกาศและคำสั่งของกรมสรรพากรเท่านั้น บลจ.จิตตะ เวลธ์ จำกัด มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง หากมีคำถามที่เฉพาะเจาะจง ติดต่อสรรพากร 1161