เปิดผลตอบแทน Jitta Wealth ปี 2568 สรุปทุกนโยบายในที่เดียว
ไฮไลต์
- ปี 2568 เป็นปีตลาดผันผวนแรงแบบ ‘เหวี่ยงเร็ว จบเร็ว’ แต่ย้ำชัดว่า นักลงทุนที่ได้เปรียบคือคนที่ Stay Invested และมีวินัย
- พอร์ตหลักอย่าง Global ETF ทำหน้าที่พยุงพอร์ตได้ดี ช่วยลดความผันผวนโดยรวมในช่วงตลาดตกหนัก แผนเติบโต +18.66% (สกุลเงินดอลลาร์)
- พอร์ตรองสร้างโอกาสทำผลตอบแทนได้ดี โดยเฉพาะตลาดที่เราแนะนำอย่าง จีน และฮ่องกง โดย Jitta Ranking หุ้นฮ่องกง +42.44% Jitta Ranking หุ้นจีน +30.58% และ Jitta Ranking Alpha ที่เลือกลงทุนหุ้นจีน +31.15% (สกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละตลาด)
- ปี 2568 ตอกย้ำว่า การลงทุนระยะยาวไม่ได้วัดกันที่การทายตลาดถูก แต่คือการมีโครงสร้างพอร์ตที่รับความผันผวนได้ และไม่หลุดแผนกลางทาง
ก่อนจะพุ่งทะยานไปกับปีม้า 2569 การมองย้อนกลับไปทบทวนบทเรียนในปีก่อนหน้าก็เป็นเรื่องสำคัญ อะไรทำได้ดี อะไรควรปรับ และเราเรียนรู้อะไรจากความผันผวนที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา
ภาพรวมปี 2568 ถ้าสรุปสั้นๆ คือ รถไฟเหาะ ตลาดเหวี่ยงแรงจากเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง แต่จบเร็ว และท้ายที่สุดหลายตลาดกลับมาทำผลตอบแทนได้อย่างน่าพอใจ
ปี 2568 จึงเป็นปีที่ตอกย้ำบทเรียนเดิมที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนระยะยาวว่า คนที่ได้ประโยชน์ที่สุด มักไม่ใช่คนที่ทายถูกทุกจังหวะ แต่เป็นคนที่ลงทุกอย่างสม่ำเสมอ (Stay Invested) และมีวินัย
บทเรียนของปี 2568 ‘เหวี่ยงแรง แต่จบเร็ว’
หนึ่งในแรงสั่นสะเทือนสำคัญของปีที่ผ่านมา คือ ผลกระทบจาก ความเคลื่อนไหวของผู้นำสหรัฐฯ อย่าง Donald Trump (Trump’s Effect)
เช่นในกรณีประเด็นภาษี ที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็วเกือบ 20% ก่อนจะฟื้นกลับขึ้นมา หลายประเทศกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) และหลายสินทรัพย์ก็ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นทองคำและกลุ่มโลหะมีค่า ซึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องค่าเงินดอลลาร์ และความไม่แน่นอนในระบบการเงินโลก
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปีนี้เหตุการณ์หลักๆ มีไม่กี่เรื่อง แต่แรงและเร็ว ทำให้เห็นชัดว่าความกลัวในตลาดมักเกิดขึ้นไว แต่โอกาสก็กลับมาไวเช่นกัน คนที่ขาดทุนหนักในปีที่ผ่านมามักเป็นคนที่ทนความผันผวนไม่ไหว เห็นตลาดร่วงแล้วขายออกจากตลาด พอกลับตัวก็ซื้อไม่ทัน กลายเป็นขาดทุนถาวร ทั้งที่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
อีกกลุ่มที่พลาดได้บ่อยคือ เก็งจังหวะตลาดมากเกินไป เช่น เห็น S&P 500 ลงมาเกือบ -20% แล้วรอซื้อที่ -30% หรือ -40% แต่สุดท้ายตลาดไม่ลงถึงระดับนั้นและดีดกลับ ทำให้เสียโอกาส
บทเรียนของปีนี้จึงกลับมาย้ำคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดอีกครั้ง นั่นก็คือ Stay Invested และ DCA อย่างมีวินัย เพราะในภาพใหญ่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีปีที่ขึ้นมากกว่าลง และในระยะยาว โอกาสที่ผลตอบแทนจะเป็นบวกสูงมาก หากเรายืนอยู่ในตลาดนานพอ
ผลตอบแทนเฉลี่ย Global ETF ปี 2568
ปีที่ผ่านมาเรายังคงเน้นย้ำเสมอถึงการกระจายความเสี่ยง และการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งหากคุณมีพอร์ตหลักที่มั่นคง ก็จะสามารถคว้าโอกาสกับพอร์ตรอง (Satellite Port) ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น เพราะแม้พอร์ตรองจะผันผวนหนัก แต่ก็ยังมีพอร์ตหลักคอยพยุงไว้อยู่
ซึ่งหากลองมาดูผลตอบแทนของพอร์ตหลัก (Core Port) อย่าง Global ETF ที่กระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก พบว่าสามารถทำผลตอบแทนได้ดี
โดยเรานำผลตอบแทนเฉลี่ยของนโยบาย Global ETF ทุกพอร์ตมาแสดงให้คุณดู ทั้งในรูปแบบของสกุลเงินท้องถิ่นของสินทรัพย์ที่ลงทุน (Local Currency) เพื่อให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ Global ETF ทำได้จริงๆ และในรูปแบบสกุลเงินไทยบาท ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงิน
Global ETF ลงทุนในรูปแบบของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงกลับมาเป็นสกุลเงินไทยบาท จะมีส่วนต่างจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ตั้งแต่ 1 ม.ค. 68-31 ธ.ค. 68 อยู่ถึง -8.21% (ที่มา Capital IQ)

Global ETF (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ)
- แผนเติบโต +18.66%
- แผนสมดุล +15.15%
- แผนพอเพียง +10.11%
Global ETF (สกุลเงินบาท)
- แผนเติบโต +8.92%
- แผนสมดุล +5.7%
- แผนพอเพียง +1.07%
แม้ค่าเงินจะกดผลตอบแทนในมุมเงินบาทลงไปมาก แต่ถ้าดูผลตอบแทนที่แท้จริงที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ จะเห็นว่า แผนเติบโตและแผนสมดุล ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงผลตอบแทนที่คาดหวัง ขณะที่แผนพอเพียงถือหุ้นน้อยกว่า จึงได้อานิสงส์จากตลาดหุ้นขึ้นน้อยกว่า
(คุณสามารถลองคำนวณผลตอบแทน ในรูปแบบสกุลเงินท้องถิ่นของสินทรัพย์ที่ลงทุน (Local Currency) กับสกุลเงินไทยบาทได้โดยใช้สมการ (1 + USD Return) = (1 + THB Return)(1 + FX Change) โดย FX Change คือ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินที่นำมาคำนวณ)
Maximum Drawdown บททดสอบของ Core Port
การลงทุนระยะยาวต้องมองทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยง ไม่ใช่ดูแต่เลขบวกปลายปี เพราะสิ่งที่ทำให้คนหลุดจากแผนบ่อยที่สุดคือ ทนความผันผวนไม่ได้ ปีนี้จึงน่าสนใจมากตรงที่ Global ETF ช่วยลดความผันผวนได้จริงในช่วงตลาดตกหนัก

ในช่วงที่ตลาดผันผวนจาก Trump’s Liberation Day ดัชนีหุ้นหลายตลาดมีจุดต่ำสุด (Maximum Drawdown) ระดับสองหลัก เช่น
- S&P 500 -18.90%
- Nasdaq -23.87%
- Hang Seng -19.95%
- SET Index -23.59%
- VNI -18.11%
- TOPIX -18.71%
ขณะที่ Global ETF แผนเติบโต (พอร์ตตัวอย่าง) มี Maximum Drawdown เพียง -11.93%
ซึ่งน้อยกว่าดัชนีใหญ่ๆ หลายตัว แม้จะมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ ประมาณ 50% ก็ตาม นี่คือเหตุผลเชิงพฤติกรรมที่สำคัญมาก เมื่อพอร์ตเหวี่ยงน้อยลง นักลงทุนจำนวนมากจะถือผ่านได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสขายทิ้งตอนกลัว แล้วกลับเข้าตลาดไม่ทัน
สำหรับคนเริ่มลงทุน หากยังไม่ชินกับการเห็นพอร์ตติดลบ -10% ถึง -20% การเริ่มด้วยพอร์ตที่ผันผวนน้อยกว่าอย่าง Global ETF แล้วค่อยๆ สะสมประสบการณ์ จะช่วยให้ลงทุนต่อได้จริง มากกว่าการเริ่มจากพอร์ตที่เหวี่ยงหนักแล้วหลุดแผนกลางทาง
ซึ่งนอกจาก Global ETF แล้ว ในปี 2568 ที่ผ่านมา Jitta Wealth ได้เปิดตัวนโยบายใหม่ ที่เหมาะจะเป็นพอร์ตหลัก (Core Port) เช่นกัน นั่นก็คือนโยบาย Omni Fund
เป็นนโยบายที่กระจายความเสี่ยงลงทุนหุ้นทั่วโลก และตราสารหนี้ ผ่าน กองทุนรวม โดยใช้หลักการ Modern Portfolio Theory แบบเดียวกับ Global ETF แตกต่างกันที่สินทรัพย์ลงทุน ซึ่ง Omni Fund จะเริ่มต้นลงทุนเพียง 1,000 บาท เท่านั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนอย่างมีหลักการแบบง่ายที่สุด
ผลตอบแทนเฉลี่ย Thematic Optimize ทั้งปี 2568
นอกจากพอร์ตหลัก (Core Port) แล้ว พอร์ตรอง (Satellite) ก็ทำผลงานโดดเด่นเช่นกัน
เริ่มที่ Thematic Optimize (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ทำผลตอบแทน +16.95% และในมุมเงินบาท +7.35% ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว Thematic Optimize จะผันผวนมากกว่า Global ETF เพราะลงทุนในธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์โลก ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มเติบโต จึงมีความเสี่ยงสูง
ดังนั้น จึงแนะนำให้กำหนดขนาดของพอร์ตให้เหมาะสม เช่นการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite 80:20 (Core = Global ETF 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด / Satellite = Thematic Optimize 20% ของเงินลงทุนทั้งหมด)
เพียงเท่านี้ก็สามารถคว้าโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้อย่างอุ่นใจมากยิ่งขึ้น เวลาพอร์ต Thematic Optimize ผันผวนแรง ก็จะไม่รู้สึกกังวลมากนัก เพราะเมื่อเทียบสัดส่วนเงินลงทุนทั้งหมดแล้ว พอร์ตก็ตกลงไปไม่มาก
ผลตอบแทนธีมต่างๆ ทั้งปี 2568 ของนโยบาย Thematic DIY
ทางฝั่ง Thematic DIY มีหลายธีมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น เช่น
- ธีมตลาดหุ้นเวียดนาม 65.05%
- ธีมลิเทียมและแบตเตอรี่ 61.67%
- ธีมเซมิคอนดักเตอร์ 47.12%
- ธีมพลังงานสะอาด 41.64%
ส่วนธีมเทคโนโลยีจีน / หุ่นยนต์และ AI / ตลาดหุ้นจีน / หุ้นฮ่องกง ฯลฯ หลายธีมอยู่ในโซนบวกสองหลัก
ข้อดีของการลงทุนเป็นธีมผ่าน ETF คือช่วยลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นรายตัวผิดตัว และทำให้เราจับทิศทางเมกะเทรนด์ได้ง่ายขึ้น

ผลตอบแทนเฉลี่ย Jitta Ranking ทั้งปี 2568
ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้แนะนำตลาดหุ้นจีนและฮ่องกง เป็นตลาดที่น่าลงทุน จากการวิเคราะห์สัดส่วนหุ้นถูกแพงของ Market Prediction ร่วมกับแนวโน้มอื่นๆ และสรุปว่าทั้งสองตลาดสามารถทำผลตอบแทนได้ดีตามคาด หากดูผลตอบแทนแบบสกุลเงินท้องถิ่นของสินทรัพย์ที่ลงทุน (Local Currency)

- Jitta Ranking หุ้นฮ่องกง +42.44%
- Jitta Ranking หุ้นจีน +30.58%
รวมถึง Jitta Ranking เทคโนโลยีจีน ก็ +24.85%
ขณะที่ Jitta Ranking Alpha ที่มี Alpha AI คอยเลือกตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดให้ ซึ่งปี 2568 Alpha AI เลือกตลาดหุ้นจีน ก็ทำผลตอบแทนได้ +31.15% แสดงให้เห็นว่า AI ทำงานได้ดี เลือกตลาดได้ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม Jitta Ranking อื่นๆ ก็ทำผลตอบแทนได้ดีเช่นเดียวกัน
- Jitta Ranking หุ้นเวียดนาม +24.33%
- Jitta Ranking หุ้นญี่ปุ่น +20.54%
- Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ +15.09%
- Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ +14.57%
- Jitta Ranking หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ +6.05%
ขณะที่ Jitta Ranking หุ้นไทย -22.03%
ส่วนผลตอบแทนในรูปแบบสกุลเงินไทยบาท เมื่อคำนวณผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในสกุลต่างๆ แล้ว เป็นดังนี้
- Jitta Ranking หุ้นฮ่องกง +30.49% (กระทบจากค่าเงิน -8.39%)
- Jitta Ranking Alpha +25.62% (กระทบจากค่าเงิน -4.21%)
- Jitta Ranking หุ้นจีน +25.08% (กระทบจากค่าเงิน -4.21%)
- Jitta Ranking เทคโนโลยีจีน +19.59% (กระทบจากค่าเงิน -4.21%)
- Jitta Ranking หุ้นญี่ปุ่น +10.92% (กระทบจากค่าเงิน -7.98%)
- Jitta Ranking หุ้นเวียดนาม +10.15% (กระทบจากค่าเงิน -11.40%)
- Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ +5.64% (กระทบจากค่าเงิน -8.21%)
- Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ +5.16% (กระทบจากค่าเงิน -8.21%)
- Jitta Ranking หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ -2.66% (กระทบจากค่าเงิน -8.21%)
(ตัวเลขค่าเงินมาจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทกับสกุลเงินท้องถิ่นของสินทรัพย์ที่ลงทุน (Local Currency) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 68-31 ธ.ค. 68 อ้างอิงข้อมูลจาก Capital IQ ซึ่งคุณสามารถลองคำนวณเพื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ได้ด้วยสมการที่แนะนำไว้ข้างต้น)
นอกจากผลตอบแทนแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจคือ ‘ในมุมของความเสี่ยง’
เห็นได้ว่าในกรณีที่เป็นการลงทุนในหุ้นล้วน แต่ นโยบาย Jitta Ranking Alpha (พอร์ตตัวอย่าง) มีจุดต่ำสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -9.75% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าจุดต่ำสุดของดัชนีอื่นๆ
ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดในปีนั้นๆ ได้ถูกต้อง เพราะดัชนี CSI 300 ในปีเดียวกันก็มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ -10.49% ในขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง ที่แม้ผลตอบแทน ณ สิ้นปีจะสูงกว่า แต่จุดต่ำสุด (Maximum Drawdown) กลับสูงกว่าเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ปี 2568 อาจผันผวน แต่การลงทุนที่มีวินัยยังพาเราไปต่อ
ปี 2568 เป็นอีกปีที่ย้ำชัดว่า ตลาดหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง ความผันผวนรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และมักมาเร็วไปเร็ว โดยไม่ให้เวลาตั้งตัวมากนัก สิ่งที่แยกผลลัพธ์ของนักลงทุนออกจากกัน ไม่ใช่การเดาทิศทางตลาดถูกทุกครั้ง แต่คือการมีโครงสร้างพอร์ตที่รองรับความผันผวนได้จริง
ผลตอบแทนของ Jitta Wealth ในปีที่ผ่านมา สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด ทั้งในมุมของพอร์ตหลักอย่าง Global ETF ที่ช่วยลดแรงเหวี่ยงในช่วงตลาดตก และพอร์ตรองอย่าง Thematic และ Jitta Ranking ที่ช่วยเพิ่มโอกาสเติบโตในช่วงที่ตลาดฟื้นตัว ทุกนโยบายทำงานอยู่บนหลักเดียวกัน คือการกระจายความเสี่ยง และปรับพอร์ตอย่างเป็นระบบ
เมื่อมองย้อนกลับไป ปีนี้จึงไม่ใช่แค่ปีที่ใครได้ผลตอบแทนเท่าไร แต่เป็นปีที่แสดงให้เห็นว่า พอร์ตแบบไหนช่วยให้นักลงทุนสามารถถือผ่านช่วงยากๆ ได้โดยไม่หลุดแผน เพราะการลงทุนระยะยาวไม่ได้แพ้กันที่ปีใดปีหนึ่ง แต่แพ้กันที่ใครหลุดออกจากตลาดไปก่อน
และนั่นคือเหตุผลที่ Jitta Wealth ยังคงยึดแนวทางการลงทุนอย่างมีหลักการ ช่วยให้นักลงทุนไม่ต้องแบกรับทุกการตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างมั่นคง แม้ในปีที่ตลาดไม่เป็นใจ และพร้อมต่อยอดโอกาสในระยะยาวต่อไป
หากสนใจลงทุนกับ Jitta Wealth สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ Line: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน