ทองน่าลงทุนกว่าจริงไหม? เทียบผลตอบแทน 35 ปี ทอง vs หุ้น vs อสังหาฯ
ไฮไลต์
- ในระยะยาว 35 ปี หุ้นโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดที่ 8.1% ต่อปี
- ราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นในข่วงหลัง มาจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก
- หุ้นยังเติบโตจากกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ขณะที่อสังหาฯ ถูกกดดันจากอัตราดอกเบี้ยสูงและการเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน
- มุมมองการลงทุนปี 2026 หุ้นยังเป็นสินทรัพย์หลักสำหรับการเติบโตระยะยาว ส่วนทองคำเหมาะสำหรับกระจายความเสี่ยง
- หากต้องการลงทุนทองคำช่วงราคาสูง นักลงทุนใหม่ควรทยอยลงทุนแบบ DCA ส่วนผู้ที่มีกำไรจากทองคำอาจพิจารณาปรับพอร์ต
ทองคำกำลังชนะหุ้นจริงหรือไม่?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า “ทองคำกำลังให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นจริงหรือไม่?”
เมื่อราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ความสนใจของนักลงทุนจึงเริ่มเปลี่ยนจากตลาดหุ้นมาสู่ทองคำมากขึ้น
แต่หากมองการลงทุนอย่างรอบด้าน การตัดสินใจไม่ควรดูเพียงผลตอบแทนระยะสั้นเท่านั้น การเปรียบเทียบผลตอบแทนระยะยาวของสินทรัพย์แต่ละประเภท จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
บทความนี้จะพาคุณมาเปรียบเทียบให้ชัดๆ กันเลยว่า ระหว่าง ทองคำ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทั้งในมุมมองของผลตอบแทนที่ผ่านมา แนวโน้มปัจจุบัน และมุมมองการลงทุนปี 2026
เปรียบเทียบผลตอบแทน ทองคำ vs หุ้น vs อสังหาฯ
จากข้อมูลของ Goldman Sachs Global Investment Research, Visual Capitalist ณ เดือนกันยายน 2025
ผลตอบแทนระยะยาว 35 ปี (1990–2025)
- หุ้นโลก (Global Equities): 8.1% ต่อปี
- ทองคำ (Gold): 6.7% ต่อปี
- อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): 5.7% ต่อปี
ผลตอบแทนระยะกลาง 15 ปี (2010–2025)
ช่วงหลังวิกฤติการเงินโลกจนถึงปัจจุบัน
- หุ้นโลก (Global Equities): 10.5% ต่อปี
- ทองคำ (Gold): 8.6% ต่อปี
- อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): 6.6% ต่อปี
ผลตอบแทน 5 ปีล่าสุด (2020–2025)
ช่วงหลังการแพร่ระบาดของ Covid-19 และภาวะเงินเฟ้อสูง
- ทองคำ (Gold): 18.4% ต่อปี
- หุ้นโลก (Global Equities): 12.5% ต่อปี
- อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): 1.9% ต่อปี
จะเห็นได้ว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่หากมองภาพในระยะยาว หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวขึ้นแรงในช่วงนี้
การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงหลัง เกิดจากหลายปัจจัยสำคัญ
1. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาทองโดยตรง
เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เกิดสงคราม หรือมีความขัดแย้งในหลายๆ ประเทศ เม็ดเงินมักจะวิ่งเข้าหาทองคำเสมอ เพราะนักลงทุนมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มูลค่ามีความเสถียรสูง
2. ภาวะเงินเฟ้อ
หลังจากช่วง Covid-19 รัฐบาลทั่วโลกได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก
เมื่อปริมาณเงินในระบบมีมากขึ้น แต่ปริมาณทองคำในโลกมีจำกัด ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ราคาของสิ่งที่มีจำกัดย่อมต้องเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่สามารถเพิ่มได้ตลอด
3. การสะสมทองคำของธนาคารกลาง
ข้อมูลจาก Goldman Sachs ระบุว่าธนาคารกลางหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ได้ปรับกลยุทธ์จากการถือดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในระดับ ‘สูงสุดเป็นประวัติการณ์’
ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงหลัง
หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตระยะยาว
แม้หุ้นจะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ในระยะยาว หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หุ้นโลก ซึ่งอ้างอิงดัชนี MSCI World ก็ยังคงทำผลตอบแทนเฉลี่ย 12.5% ต่อปี
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Big Tech เช่นกลุ่ม 7 นางฟ้า ซึ่งทำกำไรมหาศาลจากการวางโครงสร้างพื้นฐาน AI และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
ถ้าเราลองเทียบผลตอบแทนเฉลี่ยดัชนีกลุ่มหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ อย่างดัชนี Nasdaq 100 ช่วง 5 ปีนี้ก็จะเห็นว่าทำผลตอบแทนได้ 18.50% ต่อปี ไม่แพ้ทองคำเลยทีเดียว
แม้ราคาหุ้นบางกลุ่มอาจดูสูงในปัจจุบัน แต่กำไรของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทำไมอสังหาฯ จึงชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา
อสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของนักลงทุนมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของอสังหาฯ ทั่วโลกทำผลตอบแทนได้เพียง 1.9% ต่อปี หลุดจากอันดับสินทรัพย์ที่ทำผลงานโดดเด่น
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. ดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น
ในช่วงปี 2022-2024 ธนาคารกลางทั่วโลกปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
ทำให้เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ความสามารถในการซื้ออสังหาฯ ของผู้บริโภคจึงลดลง ส่งผลให้ราคาอสังหาฯ ที่เคยพุ่งแรงช่วง Covid-19 ‘ชะลอตัว’ ในหลายประเทศ
และเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ‘มูลค่าปัจจุบัน’ ของกระแสเงินสดจากค่าเช่าก็จะลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาประเมินของตึกแถว ออฟฟิศ และกองทุน REITs (Real Estate Investment Trusts)
2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทำงาน
ยุค Work from Home และ Hybrid Work ทำให้พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไปอย่างถาวร และความต้องการของพื้นที่สำนักงานลดลง
อาคารสำนักงานในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกเกิดออฟฟิศว่าง ตึกสำนักงานในเมืองใหญ่ทั่วโลกมีอัตราการเช่าที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อราคาอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ (โดยเฉพาะออฟฟิศและห้างสรรพสินค้า) ตกต่ำลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นตัวฉุดค่าเฉลี่ยของ ‘Real Estate’ ทั้งหมดในดัชนีโลกให้ต่ำลง แม้ว่าบ้านเดี่ยวในบางพื้นที่จะราคาขึ้นก็ตาม
ปี 2026 ควรลงทุนอะไร ระหว่างทอง หุ้น และอสังหาฯ
ในมุมมองของ Jitta Wealth
หุ้นยังเป็นสินทรัพย์หลักสำหรับการเติบโต
หากมองภาพระยะยาว หุ้นยังคงเป็นสินทัรพย์ที่เหมาะสำหรับการสร้างความมั่งคั่ง
จากข้อมูลย้อนหลัง 35 ปี หุ้นโลกทำผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุด (8.1% ต่อปี) และยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ จากการพัฒนาทางเทคโนโลยี เช่น AI Cloud Computing หรือ Automation
ทองคำเหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง
แม้ว่าทองคำจะทำผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่ทองคำมักมีช่วงเวลาที่ราคาค่อนข้างนิ่งในระยะยาว
ดังนั้นทองจำจึงเหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยงในพอร์ต มากกว่าการเป็นสินทรัพย์หลัก
กลยุทธ์ลงทุนทองคำในช่วงราคาสูง
หากต้องการลงทุนในทองคำ สามารถแบ่งกลยุทธ์การลงทุนออกเป็น 2 แบบ คือ
นักลงทุนใหม่
ไม่ควรรีบซื้อด้วยเงินก้อนใหญ่ทันที วิธีที่เหมาะสมคือ การทยอยลงทุนแบบ DCA เพื่อเฉลี่ยต้นทุน ปัจจุบันสามารถลงทุนทองคำได้หลายช่องทาง เข่น
- ซื้อทองคำแท่ง
- กองทุนทองคำ
- ETF ทองคำ
นักลงทุนที่ถือทองคำอยู่แล้ว
หากพอร์ตทองคำมีกำไรจำนวนมาก อาจพิจารณา Rebalance ปรับพอร์ตขายทำกำไรบางส่วน เพื่อนำเงินไปลงในสินทรัพย์อื่นที่มีโอกาสเติบโต เช่นหุ้นตลาดเกิดใหม่
มุมมองการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปี 2026
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกอาจผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลายปี 2025 ซึ่งแนวโน้มที่น่าสนใจ คือ
- ออฟฟิศสำนักงานเกรด A ในทำเลศูนย์กลางธุรกิจยังมีความต้องการ
- อาคารเก่าบางแห่งจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นที่พักอาศัยหรือโรงแรมมากขึ้น
- ความต้องการ Data Center และโรงงานเทคโนโลยี จะเพิ่มขึ้นจากกระแส AI
สำหรับประเทศไทย แนวโน้มการซื้ออสังหาฯ เน้นการอยู่อาศัยจริงมากกว่าการเก็งกำไร โดยเฉพาะในทำเลชานเมืองที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า
และจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติและกลุ่ม Long-stay ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาดต่างจังหวัดโตเร็วกว่ากรุงเทพฯ ในบางมิติ
แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอสังหาฯ จำพวก Real Estate จำเป็นต้องใช้เงินทุนสูง และสภาพคล่องต่ำ ทำให้ในปัจจุบันนักลงทุนหันมามองการลงทุนใน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) มากขึ้น
ควรจัดพอร์ตลงทุนอย่างไร หากต้องการลงทุนทั้ง 3 สินทรัพย์
โลกการลงทุนในปี 2026 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
การทุ่มเงินลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งแบบ All-in ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือกว่าการคาดเดาตลาดคือ การจัดสัดส่วนการลงทุนและกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation)
ซึ่ง Jitta Wealth เราเน้นย้ำเสมอว่าการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ช่วยให้การลงทุนของคุณมั่นคงขึ้น และสามารถผ่านความผันผวนต่างๆ ไปได้
Core Portfolio (ประมาณ 70-80%)
พอร์ตหลักเน้นการกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อลดความผันผวนและสร้างรากฐานที่มั่นคง โดยตั้งเป้าผลตอบแทนเติบโตระยะยาวที่ 7-8% ต่อปี (อาจเลือกลงทุนผ่าน Global ETF หรือ Omni Fund ที่กระจายความเสี่ยงครอบคลุมหุ้นทั่วโลก และตราสารหนี้พร้อมทั้งมีการปรับพอร์ตอัตโนมัติ)
สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (5-10%)
สามารถลงทุนในทองคำ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตจากวิกฤติและเพิ่มความมั่นคงมากขึ้น
Satellite Portfolio (ประมาณ 10-25%)
พอร์ตรองที่นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นแต่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์ หรือลงทุนในอสังหาฯ ผ่านกองทุน REITs เพื่อเน้นสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม
การจัดพอร์ตแบบนี้จะทำให้คุณได้ลงทุนอย่างอุ่นใจมากขึ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดโอกาสเติบโต หรือกังวลกับความผันผวนจากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากจนเกินไป
สรุป
แม้ว่าทองคำจะทำผลตอบแทนโดดเด่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่หากมองในระยะยาว หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่สร้างความมั่งคั่งได้ดีที่สุด
ในขณะที่ทองคำเหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยง และอสังหาฯ สามารถเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดได้ในระยะยาว
ดังนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไม่ใช่โฟกัสลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว แต่อยู่ที่การจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ และรักษาวินัยการลงทุนระยะยาว ทยอยลงทุน (DCA) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พอร์ตเติบโตขึ้นเรื่อง และบรรลุเป้าหมายระยะยาวได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
ศึกษาข้อมูลการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite เพิ่มเติมได้ที่
- วิธีจัดพอร์ตชนะตลาด: เจาะลึกกลยุทธ์ Core & Satellite จากบทเรียนปี 2568
- จัดพอร์ตการลงทุน แบบ Core & Satellite บริหารความเสี่ยง อุ่นใจในทุกสถานการณ์
สนใจลงทุนหรือมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุนได้เลย
ดูวิดีโอ ทองชนะหุ้นจริงไหม? เทียบผลตอบแทน 35 ปี ทอง vs หุ้น vs อสังหาฯ ได้ที่นี่