2 ไอเดียจัดพอร์ตกองทุนรวมด้วย Flexi Fund จาก Fund Manager

หลังจาก Jitta Wealth เปิดตัว Flexi Fund พอร์ตลงทุนที่เปิดให้คุณเลือกกองทุนรวมและกำหนดสัดส่วนได้ด้วยตัวเอง หลายคนอาจเริ่มเห็นแล้วว่า Flexi Fund ให้อิสระในการลงทุนได้มากแค่ไหน
แต่เมื่อมีตัวเลือกมากขึ้น คำถามที่ตามมาก็คือ
แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อาจลังเลว่า ไม่รู้จะเลือกอะไรดี? ควรจัดพอร์ตอย่างไร?
เพราะความยืดหยุ่นของ Flexi Fund ทำให้ไม่มีคำตอบตายตัวว่าพอร์ตที่ดีต้องหน้าตาแบบไหน
คุณสามารถเลือกกองทุนได้สูงสุด 10 กองต่อ 1 พอร์ต กำหนดสัดส่วนได้ตามต้องการ มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์พอร์ตก่อนลงทุน และหลังจากลงทุนแล้ว ระบบยังช่วยปรับสมดุลพอร์ตให้อัตโนมัติ
นั่นหมายความว่า Flexi Fund สามารถนำไปใช้กับกลยุทธ์การลงทุนได้หลากหลาย ตั้งแต่การสร้างพอร์ตหลักที่กระจายการลงทุน ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสจากตลาดหรืออุตสาหกรรมที่คุณมีมุมมองหรือสนใจเป็นพิเศษ
บทความนี้จึงอยากพาคุณมาดูอีกหนึ่งแนวทางการใช้ Flexi Fund ในฐานะ Satellite Portfolio พร้อม 2 ไอเดียการจัดพอร์ตจาก Fund Manager ของ Jitta Wealth
Flexi Fund เป็นได้ทั้ง Core และ Satellite Portfolio
ก่อนจะไปดูตัวอย่างพอร์ต ลองทำความเข้าใจบทบาทของ Flexi Fund กันก่อน
โดยทั่วไป เราสามารถแบ่งพอร์ตลงทุนออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ Core Portfolio และ Satellite Portfolio
Core Portfolio คือพอร์ตหลักของการลงทุน มักเน้นการกระจายความเสี่ยงและการเติบโตในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น การลงทุนผ่าน Global ETF หรือ Omni Fund
ส่วน Satellite Portfolio เป็นส่วนที่ช่วยเติมโอกาสให้กับพอร์ต เช่น การลงทุนในประเทศ หรืออุตสาหกรรมที่เรามองว่ามีศักยภาพมากเป็นพิเศษ ซึ่งโดยธรรมชาติอาจมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ก็อาจมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้นเช่นกัน
ความยืดหยุ่นของ Flexi Fund ทำให้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองแบบ
หากคุณเลือกกองทุนหลายสินทรัพย์และกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ Flexi Fund ก็สามารถทำหน้าที่เป็น Core Portfolio ได้
แต่ถ้าคุณมีกองทุนหลักอยู่แล้ว เช่น Global ETF หรือ Omni Fund และอยากเพิ่มโอกาสจากธีมหรือตลาดบางแห่ง Flexi Fund ก็สามารถทำหน้าที่เป็น Satellite Portfolio ได้เช่นกัน
หรือจะรวมทั้งสองแนวคิดไว้ในพอร์ตเดียวก็ทำได้ เช่น แบ่งประมาณ 80% ไปยังส่วนที่เน้นการกระจายความเสี่ยง และใช้อีก 20% ลงทุนในกองทุนที่มีโอกาสเติบโตสูงตามมุมมองของคุณ
สัดส่วนที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้
2 ไอเดียจัดพอร์ตกองทุนรวมแบบ Satellite Portfolio จาก Fund Manager
สำหรับตัวอย่างในบทความนี้ เราจะโฟกัส Flexi Fund ในมุมของ Satellite Portfolio
คุณบาส ประภัศร์พงษ์ นันทกิจพัฒนา Fund Manager ของ Jitta Wealth ได้แชร์ 2 แนวทางการจัดพอร์ตสำหรับนักลงทุนที่มี Core Portfolio อยู่แล้ว และกำลังมองหาโอกาสเพิ่มเติมจากธีมหรือตลาดที่น่าสนใจ
ไอเดียที่ 1 พอร์ตกองทุนรวมเน้นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต
ตัวอย่างสัดส่วน
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 34%
เซมิคอนดักเตอร์ 33%
เทคโนโลยีจีน 33%
แนวคิดของพอร์ตนี้คือการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตค่อนข้างชัดเจน
AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังถูกนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ ไปจนถึงภาคการผลิต
และเมื่อ AI เติบโต สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นชิปสำหรับ Data Center, AI Accelerator หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
แม้หุ้นในกลุ่มนี้บางส่วนจะมีระดับราคาค่อนข้างสูงหลังจากปรับตัวขึ้นมาก แต่แนวโน้มการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังเป็นประเด็นที่น่าติดตามในระยะยาว
อีกส่วนหนึ่งคือ เทคโนโลยีจีน ซึ่งปัจจุบันก็เป็นมหาอำนาจที่ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับสหรัฐฯ รัฐบาลจีนเองก็ให้การสนับสนุนโดยยกระดับ ‘เทคโนโลยีและนวัตกรรม’ ให้เป็นวาระแห่งชาติสูงสุด ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ปัจจุบันจีนมีทั้งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธุรกิจใหม่ที่กำลังแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ระดับราคาของตลาดบางส่วนยังอยู่ต่ำกว่ามูลค่า ทำให้มีความน่าสนใจในมุมของโอกาสเทียบกับราคาที่จ่าย
เมื่อรวมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน พอร์ตนี้จึงมีลักษณะค่อนข้างชัดเจนว่าเน้น การเติบโต และเนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม มีการลงทุนแบบกระจุกตัว จึงมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงแนะนำเป็น Satellipt Portfolio
ไอเดียที่ 2 พอร์ตกองทุนรวมตลาดหุ้นที่น่าจับตา
อีกแนวทางหนึ่งคือการกระจายไปยังตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตแตกต่างกัน
ตัวอย่างสัดส่วน
หุ้นอินเดีย 35%
หุ้นเวียดนาม 35%
หุ้นเกาหลีใต้ 15%
หุ้นไต้หวัน 15%
แนวคิดของพอร์ตนี้คือมองหาตลาดที่ผ่านการปรับฐานมาบ้าง แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานระยะยาวรองรับ
อินเดีย เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีศักยภาพเติบโตสูงอันดับต้นๆ ของโลก จากโครงสร้างประชากรวัยแรงงาน และการบริโภคภายในประเทศ
ส่วน เวียดนาม เป็นอีกประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงของเอเชีย และการพัฒนาของตลาดทุนจาก Frontier Market เป็น Emerging Market ก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินสถาบันระดับโลกไหลเข้ามหาศาล
เป็นปัจจัยหนุนสำคัญในระยะ 1-3 ปีนี้ ก็อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบันทั่วโลกในอนาคต
และในยุคที่ AI กำลังเติบโตต่อเนื่อง เกาหลีใต้ที่เป็นผู้นำด้านหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของ AI GPU ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ส่วนไต้หวัน ที่เป็นบ้านของ TSMC และซัพพลายเชนชิปขั้นสูง ก็กลายเป็นกระดูกสันหลัง ของนวัตกรรม AI ทั่วโลก
ดังนั้น พอร์ตนี้จึงเป็นการโฟกัสไปในกลุ่มตลาดหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ราคาปรับฐานลงมาทำให้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงคุ้มค่าในการเข้าลงทุน
อย่างไรก็ตามการลงทุนแบบพอร์ตตัวอย่างทั้ง 2 พอร์ตนี้ คือในกรณีที่คุณมี Core Portfolio อยู่แล้ว
เพราะแม้จะเป็นกองที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ก็มีโอกาสจะผันผวนสูงเหมือนกัน จึงเหมาะจะลงทุนเป็น Satellite Portfolio ในสัดส่วน 20-30% ของเงินลงทุนทั้งหมด
และตัวอย่างการจัดพอร์ตนี้ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนนะครับ คุณควรทำความเข้าใจเงื่อนไข และความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุน

ลงทุนกองทุนรวมกับ Flexi Fund ดีอย่างไร?
ตัวช่วยวิเคราะห์พอร์ตก่อนลงทุน
นอกจากแนวโน้มความน่าสนใจเหล่านี้ Flexi Fund ยังมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์พอร์ตที่คุณเลือก
โดยจะนำข้อมูลของกองทุนต่างๆ ที่คุณเลือกลงทุนในพอร์ตตามสัดส่วนที่คุณกำหนด วิเคราะห์ออกมาเป็น Backtest (ผลตอบแทนย้อนหลัง) และสถิติสำคัญอื่นๆ ได้แก่
- CAGR เพื่อดูอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในช่วงเวลาที่ทดสอบ
- Standard Deviation เพื่อดูระดับความผันผวนของพอร์ต
- Maximum Drawdown เพื่อดูว่าพอร์ตเคยปรับลดลงจากจุดสูงสุดมากเพียงใด
- Sharpe Ratio เพื่อช่วยประเมินผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่พอร์ตรับไว้
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณลองตอบคำถามกับพอร์ตของตัวเองได้ดีขึ้น เช่น ถ้าเพิ่มหุ้นมากขึ้น พอร์ตจะผันผวนขึ้นแค่ไหน? ถ้าเพิ่มทองคำหรือตราสารหนี้เข้ามา ผลลัพธ์ในอดีตเปลี่ยนไปอย่างไร?
หรือถ้าแบ่งน้ำหนักจากกองหนึ่งไปยังอีกกองหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปแบบไหน? โดยคุณสามารถลองปรับสัดส่วน แล้วดูผลใหม่ได้ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง
ทั้งนี้ หากมีกองทุนใดกองทุนหนึ่งในพอร์ตมีประวัติไม่เพียงพอ ระบบอาจไม่สามารถคำนวณสถิติบางรายการได้ครบ และผลการทดสอบย้อนหลังไม่ได้รับประกันผลตอบแทนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ลงทุนแล้วมีระบบช่วยปรับสมดุลพอร์ตให้อัตโนมัติ
อีกหนึ่งความท้าทายของการจัดพอร์ตหลายกองคือ แม้วันแรกเราจะกำหนดสัดส่วนไว้พอดีตามกลยุทธ์ที่ต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ราคาของแต่ละสินทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน
เช่น หากกองทุน AI ในพอร์ตปรับตัวขึ้นมากกว่าส่วนอื่น น้ำหนักของกองนั้นก็อาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพอร์ตมีความเสี่ยงต่างจากที่คุณตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
หากบริหารด้วยตัวเอง คุณต้องคอยตรวจสอบสัดส่วน คำนวณว่าต้องซื้อหรือขายแต่ละกองเท่าไร แล้วจึงส่งคำสั่งปรับพอร์ต
Flexi Fund มีระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติ (Auto Rebalance) ช่วยดูแลกระบวนการนี้ เพื่อรักษาสัดส่วนของพอร์ตให้กลับมาเป็นไปตามที่คุณกำหนดไว้
จึงเปิดโอกาสให้คุณโฟกัสกับการเลือกกลยุทธ์และมุมมองการลงทุนของตัวเองได้มากขึ้น โดยไม่ต้องคอยคำนวณและปรับสมดุลพอร์ตด้วยตัวเองทุกครั้งที่ตลาดเปลี่ยนแปลง
ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มสร้าง Flexi Fund อย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า ‘กองไหนดีที่สุด’
ลองเริ่มจากสิ่งที่คุณสนใจก่อน อาจเป็นตลาดที่ติดตามมานาน อุตสาหกรรมที่เชื่อว่าจะเติบโต หรือสินทรัพย์ที่อยากเพิ่มเข้ามาเพื่อกระจายความเสี่ยง
จากนั้นค่อยเลือกกองทุน กำหนดสัดส่วน และใช้ข้อมูล Backtest รวมถึงสถิติต่างๆ ช่วยพิจารณาว่า พอร์ตที่ออกแบบขึ้นมานั้นมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงอยู่ในระดับที่คุณรับได้หรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว จุดเด่นของ Flexi Fund ไม่ได้อยู่ที่การมี ‘พอร์ตสำเร็จรูปที่ดีที่สุด’
แต่คือการเปิดโอกาสให้คุณ เลือกกองทุนที่ใช่ ในสัดส่วนที่ชอบ และมีระบบช่วยดูแลพอร์ตให้เป็นไปตามกลยุทธ์ที่คุณตั้งใจไว้
Flexi Fund เริ่มต้นลงทุนเพียง 1,000 บาท
ทำความรู้จัก Flexi Fund มากขึ้นได้ที่นี่
พิเศษฉลองเปิดตัว Flexi Fund
ต่อยอดการลงทุน ปรุงพอร์ตให้กลมกล่อม ถ้าคุณมี Global ETF หรือ Omni Fund เป็นพอร์ตหลักอยู่แล้วลงทุน Flexi Fund เปิดพอร์ตและโอนเงินลงทุน Flexi Fund พอร์ตแรกให้สำเร็จ ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 23:59 น.
รับเครดิตค่าธรรมเนียม 1 ปี สูงสุด 500 บาท 🤩
อ่านรายละเอียดและวิธีรับสิทธิ์ได้ที่นี่
รู้จัก Flexi Fund มากขึ้นผ่านวิดีโอนี้
ผู้เขียน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01
ตรวจสอบข้อมูลโดย ประภัศร์พงษ์ นันทกิจพัฒนา Fund Manager จาก Jitta Wealth



