นโยบายการลงทุน

ระบบบริหารจัดการพอร์ตอัตโนมัติ Jitta Wealth
ช่วยคุณรักษาแนวทางลงทุนที่เป็นเหตุเป็นผล
และปรับพอร์ตอย่างมีวินัย

ขั้นตอนทำงาน Jitta Wealth

jitta ecosystem

ตัวอย่างขั้นตอนบริหารจัดการพอร์ตของ Jitta Wealth สำหรับการลงทุนในประเทศไทย สำหรับสหรัฐอเมริกาจะวิเคราะห์หุ้นทั้งหมดในตลาด NYSE กับ NASDAQ คัดเลือกมา 30 หุ้นเพื่อลงทุน สำหรับเวียดนามจะวิเคราะห์หุ้นทั้งหมดในตลาด HOSE และ HNX และคัดเลือก 20 ตัวเพื่อลงทุน

กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth คัดเลือกหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาวให้คุณ ด้วยเทคโนโลยี AI วิเคราะห์จัดอันดับ “หุ้นดีราคาถูก น่าลงทุน” ชื่อว่า Jitta Ranking ที่พัฒนาโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (Jitta.com)

Jitta Ranking จะนำผลวิเคราะห์หุ้นทั้งหมดในแต่ละประเทศ มาจัดอันดับ “หุ้นดีราคาถูก น่าลงทุน” ตามหลักการวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดยจะดูจาก 3 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่ คุณภาพของธุรกิจ มูลค่าที่เหมาะสม และโอกาสเติบโตสร้างกำไรของธุรกิจ

จากนั้น ระบบของ Jitta Wealth จะเลือกหุ้นที่น่าลงทุนที่สุด 30 ตัวตามการจัดอันดับของ Jitta Ranking ในวันที่คุณเริ่มลงทุน โดยเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสามารถซื้อขายได้

ระบบจะซื้อหุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เฉลี่ยหุ้นละประมาณ 2-5% ของพอร์ต เพื่อกระจายความเสี่ยง และปรับพอร์ตเมื่อครบ 1 ปี นับจากวันที่เริ่มลงทุน โดยซื้อขายหุ้นตาม JItta Ranking ณ วันนั้น

ซึ่งเราจะดูว่าหุ้นที่ถืออยู่มีตัวไหนหลุดอันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking ไปแล้ว ก็จะขายออก ในขณะเดียวกันก็จะซื้อหุ้นที่ติดอันดับตัวใหม่เข้ามาแทน ส่วนหุ้นที่ยังคงติด Jitta Ranking อยู่ ก็จะซื้อเพิ่มหรือขายออกด้วย เพื่อปรับสัดส่วนหุ้นทุกตัวในพอร์ตให้กลับมาใกล้เคียงกันที่สุดอีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อยๆ ทุกปี

แนวทางการลงทุน

หากคุณต้องการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาว จากการปรับขึ้นของมูลค่าหุ้นที่ลงทุน (capital gain) และเงินปันผล โดยการลงทุนในหุ้น...

หากคุณสามารถลงทุนได้อย่างน้อย 3-5 ปี และต้องการผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาดังกล่าว…

หากคุณมีเวลาน้อย ไม่สามารถบริหารจัดการเองได้สม่ำเสมอเท่าที่ควร...

Jitta Wealth คือคำตอบที่เหมาะสมสำหรับคุณ

Jitta Wealth จะเลือกลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานดี ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม โดยจะเลือกหุ้นเหล่านี้ด้วยอัลกอริทึม Jitta Ranking

และแบ่งนโยบายการลงทุนออกเป็นประเทศต่างๆ ดังนี้

Jitta Ranking - Thailand

ลงทุนในตลาดหุ้น SET และ MAI
ลงทุนในหุ้นอันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking ไม่น้อยกว่า 30 หุ้น
สัดส่วนการลงทุนหุ้นละเท่าๆ กัน หรือประมาณ 2-5%
ของพอร์ต
เงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท
เพิ่มหรือถอนทุนขั้นต่ำครั้งละ 1 แสนบาท

Jitta Ranking - US

ลงทุนในตลาดหุ้น Nasdaq และ NYSE
ลงทุนในหุ้นอันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking ไม่น้อยกว่า 30 หุ้น
สัดส่วนการลงทุนหุ้นละเท่าๆ กัน หรือประมาณ 2-5%
ของพอร์ต
เงินลงทุนขั้นต่ำ 3 ล้านบาท
เพิ่มหรือถอนทุนขั้นต่ำครั้งละ 3 แสนบาท

Jitta Ranking - Vietnam

ลงทุนในตลาดหุ้น HOSE และ HNX
ลงทุนในหุ้นอันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking ไม่น้อยกว่า 20 หุ้น
สัดส่วนการลงทุนหุ้นละเท่าๆ กัน หรือประมาณ 2-5%
ของพอร์ต
เงินลงทุนขั้นต่ำ 3 ล้านบาท
เพิ่มหรือถอนทุนขั้นต่ำครั้งละ 3 แสนบาท

แนวทางกระจายความเสี่ยงและปรับพอร์ต

เพื่อป้องกัน ไม่ให้พอร์ตของคุณได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากจนเกินไป เราจะบริหารจัดการความเสี่ยงให้คุณดังนี้

จำนวนหุ้นที่ลงทุนในประเทศไทยและสหรัฐฯ ประมาณ 30-35 หุ้น ในระยะเวลาหนึ่งๆ
จำนวนหุ้นที่ลงทุนในประเทศเวียดนาม ประมาณ 20-25 หุ้น ในระยะเวลาหนึ่งๆ
สัดส่วนการลงทุนในแต่ละหุ้นใกล้เคียงกันที่สุด ประมาณ 2-5% ของพอร์ต

1. Jitta Wealth เลือกลงทุนในหุ้นดับต้นๆ ของ Jitta Ranking จำนวน 20-30 ตัว เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้ได้มากที่สุด แต่ยังรักษาผลตอบแทนให้อยู่ในอัตราดี

หลักการกระจายความเสี่ยงแบบนี้ได้รับการเผยแพร่โดยเบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เป็นผู้ริเริ่มแนวทางการลงทุนแนวเน้นคุณค่าเชิงปริมาณ

เกรแฮมเชื่อว่าการนักลงทุนที่วิเคราะห์หุ้นจากงบการเงินย้อนหลังเป็นหลัก สามารถลดโอกาสขาดทุนได้มากยิ่งขึ้นอีก โดยการซื้อหุ้นจำนวนมาก อย่างน้อย 20-30 ตัว

แนวคิดนี้ได้รับการต่อยอดโดยโจเอล กรีนแบลตต์ ผู้คิดค้นสูตรลงทุน Magic Formula หรือ สูตรมหัศจรรย์

ในการทดสอบผลตอบแทนของ Magic Formula กรีนแบลตต์ก็เลือกซื้อหุ้นตามสูตรมาทั้งหมด 30 ตัวเพื่อกระจายความเสี่ยง และถือจนครบ 1 ปี ค่อยปรับพอร์ตตามสูตร 1 ครั้ง

ผลลัพธ์ที่ได้คือ อัตราผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยต่อปี 19.7% เป็นเวลา 21 ปี ชนะดัชนี S&P500 ที่ทำได้เพียง 9.5% ต่อปีเท่านั้น

ในตลาดหุ้นไทย ก็มีดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่ได้ลองใช้สูตร Magic Formula ซื้อขายหุ้น 30 ตัว ปรับพอร์ตปีละครั้ง กับตลาดหุ้นไทยช่วงปี พ.ศ. 2539-2553 ก็ได้ผลตอบแทน “มหัศจรรย์” เหมือนกัน

นั่นคือหลักการบริหารพอร์ตและกระจายความเสี่ยงที่ Jitta Wealth นำมาปรับประยุกต์ใช้กับการลงทุนตาม Jitta Ranking

การซื้อหุ้น 30 ตัวตาม Jitta Ranking ทำให้คุณได้ “หุ้นดีราคาถูก” ในหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ละหุ้นมีสัดส่วนประมาณ​ 2-5% ของพอร์ตเท่านั้น

ต่อให้ราคาหุ้นตัวใดตัวหนึ่งลดลงไป 50% โดยปัจจัยที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ พอร์ตโดยรวมจะได้รับผลกระทบแค่ 1.5% เท่านั้น

และตราบใดที่หุ้นตัวอื่นๆ ยังคงพื้นฐานดี ราคาเหมาะสมอยู่ พอร์ตของคุณก็ยังทำกำไรได้ คุณจึงยังลงทุนต่อไปได้อย่างสบายใจนั่นเอง

2. การปรับพอร์ตทุกๆ 1 ปี ก็มีข้อดีที่สำคัญมาก คือ ให้เวลาธุรกิจที่คุณลงทุนไป เพิ่มมูลค่าให้เงินคุณอย่างเต็มที่ และช่วยลดค่าใช้จ่าย เงินจึงเติบโตได้เร็วขึ้น

เมื่อคุณลงทุนตาม Jitta Ranking คุณได้ลงทุนในธุรกิจที่พื้นฐานดี และน่าจะมีโอกาสเติบโตไปนานๆ อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อย

เพราะการปรับพอร์ตบ่อยเกินไป อาจจะทำให้คุณเสียโอกาสแทนที่จะเพิ่มโอกาสทำกำไร

แน่นอนว่าในบางครั้ง ธุรกิจอาจจะถดถอยได้ แต่การถดถอยของธุรกิจ ไม่สามารถบ่งบอกได้ด้วยข้อมูลเพียงไตรมาสเดียว หรือสองไตรมาส

เพราะคุณจะไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่า การที่ผลประกอบการลดลงนั้นมาจากปัจจัยชั่วคราวด้านเศรษฐกิจมหภาค หรือการเมืองหรือเปล่า เดี๋ยวบริษัทก็อาจจะปรับตัว กลับมาทำกำไรได้ใหม่ เพราะเป็นธุรกิจที่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจที่ดีบางธุรกิจ ผลประกอบการรายไตรมาสอาจจะมีขึ้นมีลง แต่ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพของธุรกิจลดลง

ดังนั้นคุณควรจะดูงบการเงินให้ครบทั้ง 4 ไตรมาส ให้เห็นภาพใหญ่ นำไปเปรียบเทียบกับงบปีก่อนๆ หน้า จะเห็นแนวโน้มของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งกว่า และสามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นได้อย่างมีหลักการมากยิ่งขึ้น

ในทางกลับกัน หากคุณเห็นว่างบไตรมาสที่ 1 ตก รีบขาย แล้วพองบไตรมาสที่ 3 ออกมา ธุรกิจกลับมาเติบโตเหมือนเดิม โดยภาพรวมแล้วธุรกิจไม่ได้แย่ลง คุณก็ต้องซื้อกลับเข้าพอร์ต เท่ากับว่าคุณต้องเสียเงินค่าคอมมิชชั่นเพื่อซื้อขายหุ้น 2 รอบโดยไม่จำเป็นด้วย

การปรับพอร์ตหรือซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งมีต้นทุนค่าใช้จ่าย เป็นค่าคอมมิชชั่นที่คุณจะต้องเสียให้กับนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือโบรคเกอร์

ยิ่งซื้อขายมาก ก็ยิ่งเสียค่าธรรมเนียมมาก

และหากการซื้อขายมากครั้ง ไม่ได้สร้างกำไรที่คุ้มค่าอย่างสม่ำเสมอ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังเสียค่าธรรมเนียมไปเปล่าๆ

สมมุติคุณปรับพอร์ตเฉลี่ยเดือนละครั้ง เท่ากับว่าคุณจะเสียค่าคอมมิชชั่นประมาณ 4-5% ต่อปี โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปีนั้นจะกำไรหรือไม่

นั่นหมายความว่า คุณจะต้องทำกำไรให้ได้อย่างน้อยปีละ 4% ถึงจะคุ้ม ซึ่งการทำกำไรให้ได้ทุกๆ ปีเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เพราะอย่างที่ทราบดีอยู่แล้วว่าตลาดมีความผันผวน หุ้นขึ้นบ้าง ลงบ้าง ส่งผลให้พอร์ตของคุณมีความผันผวน อาจจะติดลบ หรือทำกำไรไม่ถึง 4% บ้างในบางปี

การลดจำนวนครั้งการซื้อขายหุ้น จึงลดค่าใช้จ่ายที่จะกัดกินผลกำไรของคุณออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การปรับพอร์ตทุกๆ 1 ปีนั้นจึงเป็นการ “เฝ้าดู” อย่างมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ แม้ว่าจะเกิดวิฤตเศรษฐกิจ ก็จะไม่ผลีผลาม ยังคงรักษาวินัยการลงทุนตามหลักการเดิม

ในระยะยาวแล้วเราเชื่อว่า เงินลงทุนในตลาดหุ้นจะยังคงเติบโตได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไรกับโลกใบนี้ก็ตาม

เพราะตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2560 ทั้งหมด 43 ปี ให้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ย +11.87% ต่อปี

ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2518 ทั้งสิ้น 10,000 บาท ปี 2560 เงินคุณจะเพิ่มเป็น 1,243,314 บาท หรือ 124 เท่า

หรือถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ $1 ในปี 2443 เงินคุณจะเติบโตเป็น $39,000 ในปี 2016 หรือโตขึ้นถึง 39,000 เท่า

นั่นคือผลตอบแทนของคุณ แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำ เงินเฟ้อจะสูง สงครามโลกจะอุบัติถึง 2 รอบ ต้มยำกุ้งจะเกิด การเงินในละตินอเมริกาจะล่มสลาย ฟองสบู่ดอทคอมจะแตก หรือแฮมเบอร์เกอร์จะลามไปทั่วโลก...

สุดท้ายแล้วตลาดก็ยังคงเติบโต เงินคุณก็ยังเพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจและเศรษฐกิจเติบโตนั่นเอง

จากผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นทั้งไทยและสหรัฐฯ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คุณคุณคาดเดาราคาหุ้นในช่วงเวลา 2-3 ปีไม่ได้

แต่คุณคาดการณ์ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวได้ค่อนข้างแม่นยำ ว่ามันจะเติบโต เพราะผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจะเท่ากับผลตอบแทนจากธุรกิจในตลาดหุ้นรวมกันเสมอ

ดังนั้น ถ้าคุณตั้งใจลงทุนอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปแล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 8-10% ต่อปีโดยเฉลี่ย

ไม่มีความจำเป็น ที่คุณต้องกังวลว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะทำคุณขาดทุนในระยะยาว

เพียงรักษาวินัยการลงทุนให้ดี ลงทุนอย่างสม่ำเสมอในหุ้น อย่างที่ Jitta Wealth จะจัดการบริหาร ปรับพอร์ตให้คุณทุกๆ 1 ปีไปเรื่อยๆ ไม่ขายหุ้นระหว่างทางแม้เกิดวิกฤตใดๆ

แต่...ก็มีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น หากพบว่าธุรกิจที่คุณลงทุนอยู่นั้นมีการทุจริต อย่างการแต่งบัญชี หรือถูกก.ล.ต. เพิกถอนคุณสมบัติ เป็นต้น Jitta Wealth ก็จะรีบขายหุ้นตัวนั้น และซื้อหุ้นตัวใหม่ให้คุณตาม Jitta Ranking ทันที

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถปล่อยเงินลงทุนเติบโตได้อย่างสบายใจ

แนวทางบริหารจัดการกรณีพิเศษ

การลงทุนของ Jitta Wealth เป็นการลงทุนโดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปีเป็นหลัก

แต่ในระหว่างการลงทุน อาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่จำเป็นต้องบริหารจัดการเพิ่มเติมจากนโยบายการลงทุนที่เราได้วางไว้

เราจึงได้จัดทำนโยบายในการบริหารจัดการกรณีต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนี้

กรณีประชุมผู้ถือหุ้น (XM):
ทาง Jitta Wealth ไม่ได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมประชุม และใช้สิทธิออกเสียง (Proxy Voting) แทนคุณ

กรณีเพิ่มทุน (XR):
Jitta Wealth จะไม่ใช้สิทธิเพิ่มทุน เพื่อรักษาสัดส่วนที่เหมาะสมของการลงทุน นอกจากนี้ ตามหลักการแล้วคุณควรเพิ่มทุนในหุ้น ที่ยังรักษามาตรฐาน “หุ้นดีราคาถูก น่าลงทุน” แต่หุ้นที่เพิ่มทุน (XR) อาจจะไม่ใช่หุ้นที่พื้นฐานดี น่าลงทุนที่สุดอีกต่อไปแล้วก็ได้

กรณีปันผลเป็นเงินสด (XD)
Jitta Wealth จะนำเงินกลับไปลงทุนใหม่

กรณีปันผลเป็นหุ้น [XD(ST)]
Jitta Wealth จะถือหุ้นต่อไปจนกว่าจะมีการปรับพอร์ตการลงทุน

กรณีออกใบแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) (XW)
Jitta Wealth จะขาย warrant โดยไม่รอใช้สิทธิแปลงสภาพ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าในวันที่ต้องแปลงสภาพหุ้นนั้น เราจะยังมีเงินสดเพียงพอสำหรับการแปลงสภาพหรือไม่ และไม่รู้ด้วยว่าพื้นฐานของหุ้นในวันนั้นจะยังเป็น “หุ้นดีราคาถูก น่าลงทุน” อยู่หรือเปล่า

กรณีหุ้นไม่สามารถซื้อขายได้ เช่น ขึ้นเครื่องหมาย SP หรือ NP
Jitta Wealth จะถือหุ้นต่อไปจนกว่าหุ้นจะสามารถขายได้

กรณีหุ้นถูกบริษัทขอซื้อคืนทั้งหมด (Tender Offer)
หากราคาที่เสนอซื้อสูงกว่าราคาตลาด Jitta Wealth จะใช้สิทธิขายหุ้นทั้งหมด แต่หากราคาที่เสนอซื้อต่ำกว่าราคาตลาดจะพิจารณาเป็นกรณี

หมายเหตุและข้อมูลอ้างอิง

1อ้างอิง Greenblatt, J. (2553). Afterword to the 2010 Edition. The Little Book that Still Beats the Market (หน้า 155). Hoboken, New Jersey: Wiley.
2อ้างอิง เหมวชิรวรากร, ดร. นิเวศน์. (2559). Magic Formula. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2562 จาก http://www.thaivi.org/magic-formula
3อ้างอิง เหลืองสมบูรณ์, ตราวุทธิ์. (2562). เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2556 จาก https://passiveway.com/best-time-to-invest
4อ้างอิง Royal, J. Ph.D. & O’Shea, Arielle. (2019). What Is the Average Stock Market Return?. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2562 จาก https://www.nerdwallet.com/blog/investing/average-stock-market-return
กำไรได้ สบายใจกว่า
ลงทุนอย่างมีหลักการกับ Jitta Wealth