ค่าธรรมเนียม

ได้ผลตอบแทนสูงกว่า ด้วยค่าธรรมเนียมที่ยุติธรรม

Jitta Wealth เกิดขึ้นได้เพราะความไว้วางใจที่คุณมอบให้เรา จึงถือเป็นหน้าที่ของ Jitta Wealth ที่นอกจากจะต้องบริหารเงินลงทุนของคุณให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดแล้ว ยังต้องส่งต่อกำไรนั้นให้คุณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย  

นั่นเป็นที่มาของค่าธรรมเนียมที่ต่ำและยุติธรรมของเรา Jitta Wealth เน้นคิดค่าธรรมเนียมตามกำไร ซึ่งจะมีก็ต่อเมื่อเราทำกำไรให้คุณได้เท่านั้น คุณจึงไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้เลยหากปีไหนพอร์ตขาดทุน นอกจากนี้ก็มีค่าการจัดการเพียงเล็กน้อย ที่จะช่วยให้ขั้นตอนต่างๆ สะดวกรวดเร็วที่สุดสำหรับคุณ พร้อมด้วยค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นจริงของผู้ให้บริการ เช่น ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ของทางโบรกเกอร์ (brokerage fee) และค่าธรรมเนียมรับฝากสินทรัพย์ของทางผู้รับฝากสินทรัพย์ (custodian fee)   

คุณสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากตารางค่าธรรมเนียมด้านล่างนี้

Jitta Wealth
ประเทศไทย
Jitta Wealth
สหรัฐอเมริกา
Jitta Wealth
เวียดนาม
ค่าใช้จ่ายเรียกเก็บโดย Jitta Wealth
ค่าธรรมเนียมการจัดการ
(Management Fee)
0.50%0.50%0.50%
ค่าธรรมเนียมตามกำไร
(Performance Fee)
10%10%10%
ค่าใช้จ่ายทั่วไป เรียกเก็บโดยผู้ให้บริการ
ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage Fee)*0.10%0.20%0.30%
ค่าธรรมเนียมรับฝากสินทรัพย์ (Custodian Fee)**0.10%0.10%0.10%
ค่าโอนเงินไปต่างประเทศ-฿1,000฿1,000
หมายเหตุ
* ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ คิดตามจริง เรียกเก็บโดยบริษัทหลักทรัพย์จำกัด โดยมีขั้นต่ำ 50 บาทต่อหุ้นสำหรับการลงทุนในไทย ขั้นต่ำ 17 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อหุ้นสำหรับการลงทุนในสหรัฐฯ และขั้นต่ำ 600,000 ดงเวียดนามต่อหุ้น สำหรับการลงทุนในเวียดนาม
** ค่าธรรมเนียมรับฝากสินทรัพย์ เรียกเก็บโดยผู้รับฝากสินทรัพย์ตามกฎหมาย

ทำไม Jitta Wealth คิดค่าธรรมเนียมต่ำ

ในการลงทุน ค่าธรรมเนียมที่ดูน้อยนิด จะกลืนกินผลกำไรของคุณอย่างมหาศาล Jitta Wealth จึงตั้งปณิธานว่า การบริหารการลงทุนของเราต้องให้คุณได้ผลตอบแทนเต็มที่ แม้หักค่าธรรมเนียมเล็กๆน้อยๆแล้ว ก็ยังสามารถเอาชนะดัชนีตลาดได้ในระยะยาว

ลองจินตนาการดูว่าคุณลงทุนกับ Jitta Wealth 1,000,000 บาท ได้กำไรเฉลี่ย 8% ต่อปีติดต่อกัน 30 ปี และเสียค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ 0.5% พร้อมค่าธรรมเนียมตามกำไร 10% ต่อปี ในปีที่ 30 คุณจะมีเงินทั้งสิ้น 6,900,000 บาท โดยประมาณ

ในขณะเดียวกัน หากคุณลงทุนกับกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมตามกำไรคล้ายๆ Jitta Wealth คือ 10% ต่อปี แถมเริ่มคิดเมื่อกำไรเกิน 6% ขึ้นไป (hurdle rate) แต่คิดค่าธรรมเนียมบริหารจัดการที่ 1.5% ต่อปี

มองดูเผินๆ แล้ว ค่าธรรมเนียมบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นมา 1% เหมือนจะไม่ส่งผลอะไรมากมาย...

แต่สิ้นปีที่ 30 คุณจะมีเงินรวมประมาณ 6,200,000 บาท น้อยกว่าลงทุนกับ Jitta Wealth เกือบ 1 ล้านบาท

ดังนั้น ตัวช่วยในการลงทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำเช่น Jitta Wealth นอกจากจะทำให้การลงทุนของคุณได้กำไรโดยที่คุณไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยแล้ว ยังให้คุณรับผลตอบแทนอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคงดังที่คุณวางแผนไว้

วิธีคิดค่าธรรมเนียม

1. ค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุน (management fee)

ค่าธรรมเนียมอัตรา 0.5% ต่อปีนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบริหารเงินลงทุนให้คุณ ช่วยให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ตั้งแต่การเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ไปจนถึงการซื้อขายหุ้น และปรับพอร์ต จะคิดบนมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยจะคำนวณเป็นรายวัน โดยใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ สิ้นวันทำการทุกวันเป็นฐานในการคำนวณ (มูลค่าทรัพย์สินสุทธิดังกล่าว จะคำนวณตามเกณฑ์ที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนกำหนด)

รายละเอียดการคำนวณ

NAV 
=    มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันคำนวณ 
MGT Fee
=    อัตราค่าธรรมเนียมการจัดการต่อปี
t
=    วันที่ T
N
=    จำนวนวันทั้งหมดใน 1 ปี
n
=    จำนวนวันทั้งหมด

ตัวอย่างวิธีการคำนวณค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนเป็นรายวัน

2. ค่าธรรมเนียมในการทำกำไร (performance fee)

เพื่อความยุติธรรม ให้คุณได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากทุกเม็ดเงินลงทุน เราจะคิดค่าธรรมเนียมในการทำกำไร 10% ต่อปี (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากส่วนต่างกำไรที่พอร์ตของคุณทำได้จริง ณ วันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีปฏิทิน หรือเมื่อคุณถอนเงินลงทุน โดยใช้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (หักค่าธรรมเนียมการจัดการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว) เป็นฐานในการคำนวณ

นั่นหมายความว่า เราจะคิดค่าธรรมเนียมนี้ก็ต่อเมื่อเราช่วยให้พอร์ตของคุณทำกำไร และต้องเป็นกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วเท่านั้น

ส่วนต่างกำไรที่จะนำมาคิดค่าธรรมเนียมตามกำไรนี้ หมายถึง ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากเงินต้น และ/หรือ high watermark (เครื่องหมายระดับสูงสุดของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของพอร์ตที่เคยใช้คิดค่าธรรมเนียมตามกำไรไปแล้วในปีก่อนหน้า

รายละเอียดการคำนวณ

(มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ณ วันคำนวณ- high watermark)x ค่าธรรมเนียมตามกำไรx (1+ ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
High Watermark

คือ จุดที่สูงที่สุดของพอร์ตการลงทุนตั้งแต่เริ่มลงทุนมา วัดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ณ วันที่คำนวณค่าธรรมเนียม performance fee แต่ละปี (หักค่าธรรมเนียมการจัดการรายปี รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอื่นๆ และค่าใช้จ่ายต่างๆ เรียบร้อยแล้ว)

การกำหนด high watermark มีรายละเอียดที่ต่างกันตามช่วงเวลาดังนี้

  • ปีแรก (ตั้งแต่วันที่ทำสัญญาเปิดบัญชีกองทุนส่วนบุคคล จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ทำสัญญา) high watermark จะเท่ากับ เงินเริ่มต้นลงทุน
  • ปีต่อๆ ไป (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปี) high watermark จะเท่ากับจุดสูงสุดของพอร์ต ณ วันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ผ่านๆ มา (หักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

เมื่อคุณถอนเงิน เราจะปรับ high watermark ตามสัดส่วนเงินลงทุนที่ถอนออก แต่ในกรณีที่คุณเพิ่มทุนเข้ามา เราจะคำนวณสัดส่วน high watermark ให้ใหม่ และใช้ high watermark ใหม่นี้คำนวณค่าธรรมเนียมตามกำไรในปีนั้นๆ แทน

ตัวอย่างการคำนวณ

คุณเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินลงทุน 1,000,000 บาท
ปีที่ 1
กำไร
ปีที่ 2
ขาดทุน
ปีที่ 3
กำไร
aมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต้นปี1,000,0001,089,300900,000
bผลประกอบการระหว่างปี (หลังหักค่าใช้จ่าย)10%-17%44%
cมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสิ้นปี (หลังหักค่า management fee และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ) (a*(1+b))1,100,000900,0001,300,000
eHigh watermark (max(e(-1), g))1,000,0001,089,3001,089,300
fPerformance fee (10%*(c-max(d,e)))+ vat 7%10,700-22,544.90
gมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสิ้นปี (หลังหัก performance fee) (c-f)1,089,300900,0001,277,455
การคำนวณค่าธรรมเนียมกรณีที่มีการเพิ่มหรือถอนเงินลงทุน

  • • เมื่อคุณเพิ่มเงินลงทุน เราจะคำนวณค่าธรรมเนียมการจัดการ (management fee) และค่าธรรมเนียมในการทำกำไร (performance fee) เสมือนเป็นเงินเข้าใหม่
  • • เมื่อคุณถอนเงินลงทุน เราจะคำนวณเงินที่ถอนออกเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนและผลกำไร เพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมในการทำกำไร และปรับ high watermark ตามสัดส่วนเงินลงทุนที่ถอนออก
  • • หากคุณได้เพิ่มทุนไปหลายครั้ง และตัดสินในถอนเงินลงทุน เราจะคำนวณค่าธรรมเนียมการจัดการ และค่าธรรมเนียมในการทำกำไร โดยใช้หลักเงินลงทุนที่เข้าก่อนออกก่อน (FIFO=First-In First-Out)

3. ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากสินทรัพย์ (custodian fee)

เพื่อให้การบริหารสินทรัพย์มีความโปร่งใส เงินลงทุนของคุณจะอยู่ในความดูแลของผู้รับฝากสินทรัพย์ตามกฎหมาย นั่นคือ บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิปจะคิดค่าธรรมเนียมรับฝากสินทรัพย์ 0.1% ต่อปี ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ณ สิ้นวันของแต่ละวัน โดยจะคำนวณเป็นรายวัน ทดไว้ และรวบยอดเรียกเก็บไตรมาสละครั้ง ทางบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิปอาจมีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทรัพย์สินอื่นๆ ตามที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มเติม

หมายเหตุ ตัวอย่างการคำนวณข้อ 1-3 เป็นเพียงการแสดงวิธีคิดเบื้องต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ค่าธรรมเนียมจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามเงื่อนไข ของบริษัทฯ

ค่าธรรมเนียมต่ำ เงินโตเร็วกว่า

Jitta Wealth จัดการให้